posttoday
เกมรุกสกัดม็อบแดงดาบสองคมกระตุ้นรุนแรง

เกมรุกสกัดม็อบแดงดาบสองคมกระตุ้นรุนแรง

12 มีนาคม 2553

...ทีมข่าวการเมือง

เปิดเกมรุกเดินหน้าเต็มสูบในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดง กับการงัดสารพัดมาตรการที่มีอยู่ในมือรัฐบาล หวัง “ตัดไฟแต่ต้นลม” ปิดทางเสื้อแดงผนึกกำลังนับเรือนแสนมุ่งหน้ากดดันรัฐบาล

ท่ามกลางกลิ่น “วินาศกรรม” ที่คละคลุ้ง ไม่ว่าจะเป็นแผนระเบิด 2 จุดใหญ่ ไปจนถึงระเบิดดาวกระจายป่วนเมืองนับ 40 จุด ทั่วกรุง เพื่อกระตุ้นให้เกิดความ “รุนแรง” และ “ปั่นป่วน” แถมดันให้รัฐบาลตกอยู่ในสถานะ “จำเลย” กับการบริหารราชการแบบไร้ประสิทธิภาพ จนเป็นชนวนให้ต้องตกเก้าอี้แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

งานนี้รัฐบาลจึงต้องใช้ทุกเครื่องมือที่มีกับการ “เดิมพัน” อนาคตรัฐบาล ที่จะต้องรับมือการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มเสื้อแดงครั้งนี้ ไล่มาตั้งแต่การประกาศ พ.ร.บ.ความมั่นคงในราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 1123 มี.ค. ในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และ 21 อำเภอ ใน 6 จังหวัดรอบกรุงเทพฯ

นอกจากจะสร้างความคล่องตัวให้กับการบริหารสั่งการของภาครัฐ ที่ต้องคอยติดตามสถานการณ์ และประเมิน แก้เกมได้อย่างทันท่วงทีแล้ว อีกแง่หนึ่งยังเปิดให้ “กองทัพ” เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลความสงบเรียบร้อย นอกเหนือจากการปล่อยให้เป็นหน้าที่ของตำรวจที่ถูกมองว่าล้มเหลวหลายครั้งในช่วงที่ผ่านมา

ทำให้ตั้งแต่วันที่ 11 มี.ค. ทันทีที่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ทั่วกรุงเทพฯ และตามพื้นที่รอบเมือง จะพบเห็นกองกำลังทหารหลายหน่วยตรึงกำลังเฝ้าระวังตามสถานที่ราชการและสถานที่สำคัญ และตามจังหวัดปริมณฑล โดยมีเพียงแค่โล่ และกระบอง พร้อมเครื่องมือควบคุมฝูงชนตามหลักสากล

แต่กลไกสำคัญที่ถือเป็นหัวใจของรัฐบาลกับการรับมือการชุมนุมครั้งนี้ คือ ศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) ที่มีศูนย์บัญชาการอยู่ที่กองพันทหารราบ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ โดยมีคีย์แมนรัฐบาลอย่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คอยประจำการประเมินสถานการณ์

ล่าสุด ศอ.รส. ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาตรา 18 ออกประกาศเพิ่มเติมควบคุมสถานการณ์ 4 ฉบับ ได้แก่ 1.การออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในกรณีต่างๆ 2.การออกคำสั่งห้ามกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปในสถานที่ราชการ หรืออาคารตามแต่เจ้าหน้าที่จะกำหนด

3.การออกคำสั่งห้ามมิให้มีการพกพาอาวุธในเขตที่มีการใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ 4.การออกคำสั่งห้ามมิให้มีการใช้เครื่องมือสื่อสารในกรณีที่เจ้าหน้าที่กำหนด และยังพร้อมจะออกคำสั่งเพิ่มเติมเพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์ที่จะสร้างปัญหาในอนาคต

ทว่า มาตรการสำคัญของรัฐบาลกับการสกัดกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะเดินทางมาจากต่างจังหวัดตั้งแต่ต้นทาง คือการตั้งด่านสกัด ในถนนสายหลักก่อนเข้ากรุงเทพฯ ป้องกันกองทัพรถยนต์ที่จะเข้ามาซ้ำเติมการจราจรให้กรุงเทพฯ เป็นอัมพาต ที่จะฉุดให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง

ยังไม่รวมกับมาตรการ คือ 1.ห้ามนำรถอีแต๋นเข้ามาในพื้นที่กรุงเทพฯ เด็ดขาด หากพบมีการนำมาวิ่ง เจ้าหน้าที่จะสกัดทันทีตั้งแต่พื้นที่ต้นทาง 2.ห้ามนำรถกระบะทะเบียนต่างจังหวัดที่จะเข้ามาร่วมชุมนุมเข้ามาในกรุงเทพฯ แต่ผ่อนผันให้รถที่ไม่ร่วมชุมนุมแต่ต้องการเข้ามาทำธุระก็สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่อำเภอที่อาศัยเพื่อขอใบรับรองมาแสดงกับเจ้าหน้าที่

ในแง่กระบอกเสียงที่ถือเป็นเครื่องมือปลุกระดมมวลชนที่สำคัญ รัฐบาลออกมาขู่บรรดา “สื่อแดง” ทั้ง พีเพิล แชนแนล วอยซ์ ทีวี หรือวิทยุชุมชน ป้องปรามไม่ให้เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลที่มีลักษณะปลุกระดม ผิดกฎหมาย หรือก่อให้เกิดความรุนแรง ซึ่งจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย ผ่านการดำเนินการของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.)

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะใช้พื้นที่สื่อของรัฐอย่าง เอ็นบีที รายงานสถานการณ์ และมุมมองแนวทางการป้องกันและปราบปรามความรุนแรงที่จะเกิดขึ้น รวมถึงความสุ่มเสี่ยงต่อสถานการณ์ความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเพื่อตัดตอนประชาชนบางส่วนไม่ให้เข้ามาร่วมชุมนุมในครั้งนี้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า การงัดทุกเครื่องมือที่มีของรัฐบาล เพื่อขึงพืด “เสื้อแดง” ย่อมส่งผลสะเทือนไปถึงจำนวนผู้ที่เข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้อย่างมาก ทั้งในแง่การถูกสกัดตามด่านระหว่างทาง หรือความกลัวว่าจะเกิดความรุนแรงอย่างที่รัฐบาลออกมาประเมินสถานการณ์จนผู้ชุมนุมบางส่วนต้องถอยตัวจากการชุมนุม

ทว่า มาตรการตัดแขนตัดขาเสื้อแดงจนยากจะกระดิกตัวนั้น อีกด้านหนึ่งอาจกลายเป็นแรงบีบให้เสื้อแดงต้องออกมาตอบโต้รัฐบาลด้วยความรุนแรง และกลายเป็นผลเสียย้อนกลับมาสร้างปัญหา และเพิ่มแรงเสียดทานให้กับรัฐบาลในการรับมือการชุมนุมครั้งนี้มากยิ่งขึ้น

ดังจะเห็นจากสัญญาณผ่านแกนนำเสื้อแดง ที่พร้อมตอบโต้ทุกมาตรการสกัดกั้นของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการประกาศเดินหน้าเข้ากรุงแบบไม่สนใจคำขู่ ด่านสกัด รถอีแต๋น รถกระบะ ไปจนถึงเตรียมขู่ ตอบโต้ หากพีเพิล แชนแนลโดนสั่งปิด ตรงนี้จึงอาจไปกระตุ้นอารมณ์ผู้ชุมนุมและทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลง

มาตรการคุมเข้มเหล่านี้จึงเป็น “ดาบสองคม” ทั้งที่ตั้งใจจะตีกรอบสถานการณ์ควบคุมความรุนแรงให้อยู่ในวงจำกัด แต่สุดท้ายอาจจะกลายเป็นชนวนนำไปสู่ความขัดแย้งมากขึ้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท