
จีนโอดอย่าโยนบาปยุดนี้ใครๆ ก็แล้งทั่วถึง
..ทีมข่าวต่างประเทศ
“
ผมยังไม่เคยเห็นน้ำไหลออกมาจากก๊อกเลยแม้แต่หยดเดียวตั้งแต่เดือน ม.ค.” จางหมิ่น ชาวบ้านในเขตปู้ติง มณฑลกุ้ยโจว เปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัวและนี่ก็คือเสียงโอดครวญหนึ่งในกว่า 3.5 ล้านเสียงของชาวจีนที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งไม่ต่างไปจากเพื่อนบ้านในประเทศปลายน้ำ เผลอๆ อาจรุนแรงกว่าเสียด้วยซ้ำ และเป็นหนึ่งในเสียงจากสื่อจีนหลายแห่งในช่วงนี้ ที่ดูเหมือนจะส่งเสียงสะท้อนกลับไปให้ก้องในแถบอุษาคเนย์ว่า
“เราก็แย่เหมือนกัน”จากที่เกษตรกรและคนสองฝั่งโขงในลาว ไทย และกัมพูชา ออกมาเปิดเผยถึงปัญหาภัยแล้งในแม่น้ำโขง ตามมาด้วยเสียงกดดันจากภาคเอ็นจีโอที่ดังไปถึงรัฐบาลว่า ปัญหาความแล้งในแม่โขงวันนี้เป็นเพราะการกักตุนน้ำในเขื่อน 4 แห่งของจีนซึ่งอยู่ต้นน้ำ และยังอาจรวมไปถึงการก่อสร้างเขื่อนในลำน้ำสาขาต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อการไหลของทางน้ำนั้น ในอีกด้านหนึ่งเราก็ควรต้องเข้าไปดูปัญหานี้ในจีนด้วยเช่นกัน เพื่อให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นว่าควรกล่าวโทษจีนทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียวหรือไม่
กระทรวงเกษตรของจีนได้เปิดเผยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาว่า ภาวะแล้งซึ่งเริ่มขึ้นตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว กำลังกระทบเป็นวงกว้างไปยังพื้นที่เกษตรกรรมราว 4.09 ล้านเฮกตาร์ หรือเกือบ 25 ล้านไร่ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีนในจำนวนนี้แห้งแล้งหนัก
พื้นที่ประสบภัยแล้งหนักในครั้งนี้แบ่งเป็น 5 พื้นที่ใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ เขตปกครองตนเองกว่างสีจ้วง มณฑลยูนนาน กุ้ยโจว เสฉวน และนครฉงชิ่ง
เซียงฮงเชียง ผู้อำนวยการสำนักงานอุตุนิยมวิทยาของมณฑลกุ้ยโจว กล่าวกับซินหัวว่า ภัยแล้งครั้งนี้นับว่ารุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์รอบ 100 ปีของกุ้ยโจว และพื้นที่เกษตรที่แห้งผากคงไม่สามารถเพาะปลูกใดๆ ได้เลยหากไม่มีปริมาณน้ำฝนลงมาที่มากเพียงพอ
ด้านสถานีอุตุนิยมวิทยาในมณฑลยูนนานและกุ้ยโจว ก็เปิดเผยล่าสุดเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ภาวะแล้งจัดอาจยืนนานไปจนถึงเดือน พ.ค. เพราะคาดการณ์ว่าจะไม่มีฝนตกลงมาในปริมาณที่มากเพียงพอในช่วงนี้ไปจนถึงเดือน พ.ค. แต่อย่างน้อยที่สุดก็คาดว่าจะเริ่มมีฝนตกลงมาบ้างในช่วงครึ่งเดือนหลังนี้
ตามรายงานของบรรดาสำนักงานบรรเทาภัยแล้งและควบคุมน้ำท่วมในกุ้ยโจว ระบุว่า ทางการท้องถิ่นได้พยายามดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้งไปแล้ว อาทิ การขุดบ่อบาดาล และการเปลี่ยนเส้นทางน้ำ แต่กระนั้นก็ยังมีประชาชนได้รับผลกระทบถึงเกือบ 3.5 ล้านคน และปศุสัตว์อีก 1.56 ล้านตัว
รายงานข่าวดังกล่าวของซินหัวอาจทำให้หลายฝ่ายคลางใจว่าดูเหมือนจงใจมีขึ้นเพื่อแก้เกี้ยวกับเสียงวิจารณ์ของบรรดาประเทศปลายน้ำในช่วงนี้ ทว่าบรรดาสื่อจีน อาทิ สำนักข่าวซินหัว และหนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี ก็ได้รายงานเรื่องภาวะแล้งทางตะวันตกเฉียงใต้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน
รายงานของหนังสือพิมพ์พีเพิลส์เดลี รายงานเมื่อวันที่ 14 ก.พ. ว่า นายกรัฐมนตรีเวินเจียเป่า ของจีน ได้เดินทางเยือนพื้นที่ประสบภัยแล้งด้วยตัวเองในเขตปกครองตนเองกว่างสีจ้วง พร้อมให้คำมั่นว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งให้ประชาชน
ขณะที่รายงานเมื่อปลายเดือน ม.ค.ปีนี้ก็ระบุว่า ทางการจีนเตรียมออกเงินทุนฉุกเฉิน 50 ล้านหยวน เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาภัยแล้งครั้งรุนแรงที่สุดในรอบครึ่งศตวรรษ โดยเงินจำนวนนี้จะถูกกระจายลงไปช่วยเรื่องภัยแล้งโดยเฉพาะด้านการเกษตรในมณฑลยูนนาน และเขตปกครองตนเองกว่างสีจ้วงโดยเฉพาะ
ขณะเดียวกันการประชุมของคณะทำงานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มากที่สุดอย่างคณะกรรมาธิการลุ่มแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC) ครั้งล่าสุดเมื่อต้นเดือนนี้ที่เมืองหลวงพระบางในลาว ก็มีผลประชุมออกมาว่าระดับน้ำที่ลดต่ำในแม่น้ำโขงนั้นเป็นผลมาจากสภาพฝนแล้งทางตอนเหนือของไทยและลาวเป็นหลัก โดยเป็นส่วนหนึ่งของผลกระทบจากความแห้งแล้งทั่วภูมิภาค ซึ่งรวมถึงในมณฑลยูนนานของจีนด้วย
เมื่อรวมผลการประชุมของ MRC เข้ากับภาพความแห้งแล้งกว่า 25 ล้านไร่ในจีน ก็อาจพอช่วยให้เห็นภาพได้ว่า ปัญหาภัยแล้งครั้งนี้เป็นปัญหาร่วมเรื่องสิ่งแวดล้อม หรือผลกระทบจากภาวะเอลนินโญเป็นพิเศษ โดยไม่เกี่ยวกับเรื่องเขื่อน เพราะทางจีนเองก็โดนไม่น้อยไปกว่าใครเช่นกัน
อย่างไรก็ดี ใช่ว่าภาพความแห้งแล้งเหมือนกันใน 5 พื้นที่ของจีนสามารถ
“หักล้าง” ความเชื่อของชาวบ้านในประเทศท้ายน้ำได้ว่า ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากเขื่อนจีนและการกักเก็บน้ำของเขื่อนจีนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ เขื่อนม่านวาน เสี่ยววาน ต้าเฉาชาน และจิ่งหงเพราะจากรายงานของบรรดาองค์กรพัฒนาเอกชนที่ได้ไปสัมภาษณ์ชาวบ้านในพื้นที่จริงริมสองฝั่งโขงนั้น ส่วนใหญ่ต่างก็เห็นสอดคล้องกันว่าปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมจากแม่น้ำโขงนั้นเกิดขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังจีนสร้างเขื่อนพอดิบพอดี
ขณะที่ก่อนหน้านี้ก็มีรายงานออกมาด้วยว่า เพราะจีนเองก็มีปัญหาภัยแล้งเหมือนกัน ดังนั้นจึงยิ่งต้องเก็บกักน้ำไว้เป็นพิเศษ ซึ่งทำให้เกิดความคลางใจต่อประชาชนปลายน้ำมากขึ้นไปอีก
หากจีนคิดว่าไม่ยุติธรรมต่อการโยนบาปทั้งหมดมาให้กับตนแต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื่องสภาพอากาศ ทางแก้ในเรื่องนี้ก็ต้องไม่ใช่เพียงแค่การรายงานข่าวให้เห็นสภาพความแล้งในจีน หรือการพาคณะผู้แทนจากประเทศปลายน้ำไปดูเขื่อนในจีนให้เห็นกับตาเท่านั้น
ทางออกต้องเป็นระบบมากกว่าแค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งในฐานะประเทศที่ใช้ลำน้ำร่วมกัน และยังเป็นประเทศต้นน้ำ จีนควรทบทวนท่าทีด้วยการมีส่วนร่วมใน MRC ให้มากขึ้น โดยเฉพาะการร่วมแบ่งปันข้อมูลเรื่องการใช้น้ำ แม้จะไม่ได้เป็นสมาชิกก็ตาม
เพราะไม่อย่างนั้นปัญหาความคลางแคลงใจที่เกิดจากความไม่รู้แน่ชัด ก็จะไม่มีทางแก้ไขให้หมดไปได้จากประชาชนปลายน้ำในลาว พม่า กัมพูชา เวียดนาม และไทย และจะยิ่งทำให้มีเสียงต้านเพื่อนบ้านผู้มั่งคั่งและครองอิทธิพลไปทั่วอุษาคเนย์แห่งนี้มากขึ้น
ได้ค้าขาย ได้เงิน ได้ลงทุน แต่ไม่ได้ใจ... จีนเองคงไม่อยากเป็นมหาอำนาจในรูปแบบนี้







