
'เพื่อไทย'สองหน้ายอมถอยแต่พร้อมบุก
ผ่านมากว่า 10 วันแล้ว สำหรับสงครามชิงอำนาจระหว่าง “ศาลรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย” เรื่อง มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
ผ่านมากว่า 10 วันแล้ว สำหรับสงครามชิงอำนาจระหว่าง “ศาลรัฐธรรมนูญ-พรรคเพื่อไทย” เรื่อง มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ ถึงความชอบธรรมในการรับพิจารณาคำร้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่
ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยพยายามใช้เกมที่ตัวเองถนัดไล่ถล่มศาลรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการขยายปมว่าอำมาตย์ใช้เครือข่ายองค์การอิสระเข้ามาแทรกแซงกลั่นแกล้งพรรคเพื่อไทยไม่จบสิ้น
พร้อมกับที่แกนนำเสื้อแดงแจกเบอร์โทรศัพท์ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญให้กับมวลชน ให้โทร.ไปเยี่ยมเยียน สอบถามสารทุกข์สุกดิบ
เรียกได้ว่าเปิดหน้าชกเป็นรายคน ไม่สนใจกับผลที่จะตามมา
ด้านหนึ่งเดินเกมผ่านคนเสื้อแดงด้วยการตั้งโต๊ะล่าชื่อถอดถอน และตั้งเวทีติดเครื่องขยายเสียงถ่ายทอดสดหน้ารัฐสภาเก็บแต้มดิสเครดิตทุกรูปแบบ
อีกหน้า เล่นเกมในสภา ใช้โอกาสการประชุมรัฐสภา วันที่ 8 มิ.ย. เป็นเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจศาลรัฐธรรมนูญ
แสดงท่าทีขึงขังจะขอเสียงข้างมากมีมติไม่รับคำสั่งศาล โดยอ้างว่าฝ่านิติบัญญัติเป็นเอกเทศ ห้ามฝ่ายไหนมาแทรกแซงและเร่งเร้าให้รัฐสภาลงมติโหวตรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ทันที
การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างป้อมค่ายผลิตแรงกดดันป้องกันไม่ให้ถูกยุบพรรครอบ 3 ทำให้เห็นว่าหากพรรคเพื่อไทยถูกยุบโดยมีเหตุมาจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญมิชอบ ความผิดจะตกอยู่ศาลรัฐธรรมนูญ
แต่มาถึงเวลานี้ทำไปทำมา ที่เคยขึงขังเกิดการกลับตาลปัตรเกือบ 360 องศา
สะท้อนจากท่าทีล่าสุด อุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ภายหลังการประชุมวิปรัฐบาลวันที่ 11 มิ.ย.
“วันนี้ยืนยันว่าการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 นั้นกระทำได้ แต่ยังไม่ควรกระทำในตอนนี้ เพราะยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่เกี่ยวกับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ”
หมายความว่า การลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 มีแนวโน้มว่า จะเลื่อนออกไปก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ปฏิทินการเมืองของพรรคเพื่อไทยต้องเปลี่ยนใหม่เกือบทั้งหมด
เดิมกำหนดไว้ว่าวันที่ 12 มิ.ย. จะกลับมาประชุมรัฐสภาเพื่อขอเสียงโหวตไม่รับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ จากนั้นนัดใหม่อีกครั้งวันที่ 15 มิ.ย. พร้อมระเบียบวาระโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อวิปรัฐบาลเปลี่ยนใจทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำคลอดสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเหลือเพียงอึดใจต้องแท้งไปก่อน
เท่ากับการประชุมรัฐสภาวันที่ 12 มิ.ย. ทำได้เพียงการอภิปรายซักฟอกศาลรัฐธรรมนูญอีกรอบ
หรืออย่างมากที่สุดก็อาจโหวตไม่รับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อแสดงเชิงสัญลักษณ์
แต่ สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ไม่กล้าพอจะหักด้ามพร้าด้วยเข่าบรรจุระเบียบวาระโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการถอยของพรรคเพื่อไทยมีเหตุผลมาจาก “การเมือง” เป็นสำคัญ กระแสต่อต้านเริ่มผุดให้เห็นเป็นระยะๆ หลังจากพรรคเพื่อไทยสวมบทยอดนักมวยไล่ถลุงศาลรัฐธรรมนูญแบบไม่เกรงศักดิ์ศรีสถาบันตุลาการ
ถึงสังคมจะเข้าใจว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้เพราะไม่มีกฎหมายว่าด้วยการละเมิดอำนาจศาล ต่างจากศาลยุติธรรมที่มีกฎหมายคุ้มครองการถูกกล่าวให้ร้าย
ทว่าพฤติกรรมที่ปรากฏออกมาทั้งในและนอกสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงความข่มขู่ 7 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลเสียหายต่อพรรคโดยตรงท่ามกลางข้อคำถามว่า กำลังซ้ำรอยการแทรกแซงองค์การอิสระเหมือนในอดีตหรือไม่
แน่นอนว่าต่อให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” นายกรัฐมนตรีจะปฏิเสธประกาศซ้ำๆ “ไม่รู้ไม่เห็นไม่ทราบ” แต่ก็อาจไม่หนีความรับผิดชอบได้หากเกิดอะไรที่คาดไม่ถึงขึ้นมา
ยิ่งปล่อยนานเท่าไรผลเสียจะตกอยู่กับพรรคและรัฐบาลมากเท่านั้น การตัดไฟตั้งแต่ต้นลมกลายเป็นการแก้เกมที่ดีที่สุดในเวลานี้
โดยหวังจะดับกระแสต่อต้านให้ได้เด็ดขาด
นอกเหนือไปจากการถอยไม่โหวตรัฐธรรมนูญในวาระ 3 แล้วยังเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรีตราพระราชกฤษฎีกาปิดประชุมรัฐสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติในวันที่ 19 มิ.ย.ด้วย
ปิดเงื่อนไขสู่ความขัดแย้งทุกจุดเพื่อเสริมความมั่นคงให้รัฐบาล
อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยย่อมเล่นไพ่การเมืองหลายหน้าแน่นอน ถ้ามองในมิตินี้มีความเป็นไปได้สูงเช่นกัน ว่าเพื่อไทยจะตัดสินใจดันโหวตวาระ 3 ให้ได้บน 2 ทางเลือก
ทางเลือกที่ 1 ใช้เสียงข้างมากหักคำสั่งศาลวันที่ 12 มิ.ย. และนัดลงมติวันศุกร์ที่ 15 มิ.ย.
ข้อดีอยู่ที่ช่วยให้กระบวนการจบเร็วภายในสัปดาห์นี้ แต่มีข้อเสีย คือ การควบคุมเสียง “สส.สว.”
ตัวอย่างมีให้เห็นแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 8 มิ.ย. สาเหตุที่ไม่สามารถลงมติได้ เนื่องจากองค์ประชุมไม่ครบเพราะต่างลงพื้นที่กันเกือบหมด
ทางเลือกที่ 2 ใช้เสียงข้างมากหักคำสั่งศาลวันที่ 12 มิ.ย.เช่นกัน แต่จะไปนัดลงมติวันที่ 18 มิ.ย.แทน
ข้อดี คือ รวบหัวรวบหางปิดจ็อบได้เร็วก่อนปิดสมัยประชุมวันที่ 19 มิ.ย. ตัดตอนกระแสคัดค้านฉับพลัน แต่มีข้อเสียตรงที่สถานการณ์จะยืดเยื้อออกไปอีก 7 วัน
แต่โดยรวมยิ่งปล่อยนานวัน ยิ่งไม่เป็นผลดีต่อพรรคเพื่อไทย เพราะเกมที่ผ่านมาจำกัดวงอยู่แต่ในรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญ พรรคเพื่อไทย ที่สุดจะเคลื่อนมากดดันที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มากขึ้น ทั้งที่พยายามจะฉีกตัวเองออกห่างจากสถานการณ์ร้อนแล้ว







