
เด็ดหัวเอ็มดีแบงก์รัฐ 'คนรากหญ้า'สะเทือน
แผนการเปลี่ยนตัวผู้บริหารในสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3-4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย
โดย...กนกวรรณ บุญประเสริฐ
แผนการเปลี่ยนตัวผู้บริหารในสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3-4 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ไอแบงก์) รวมถึงธนาคารกรุงไทย ขณะนี้กำลังสร้างปัญหาให้กับแผนการดำเนินงานของธนาคารรัฐไม่น้อย
เพราะผ่านไปเกือบครึ่งค่อนปีก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะสะเด็ดน้ำ กลายเป็นเรื่องเป็นราวของความขัดแย้งที่คาราคาซังยิ่งกว่าละครน้ำเน่า
โดยเฉพาะที่ธนาคารออมสิน ซึ่งขณะนี้น่าที่จะเริ่มกระบวนการสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่มาแทน เลอศักดิ์ จุลเทศ ผู้อำนวยการคนปัจจุบันที่กำลังจะครบวาระ 4 ปี ในกลางเดือน ก.ค.นี้แล้ว
แต่ล่าสุด คณะกรรมการธนาคารเสียงแตก เพราะปัญหาเรื่องการตั้งประธานสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่ที่ พรรณี สถาวโรดม ประธานธนาคารออมสิน ยังไม่ยอมวางมือจากการนั่งแท่นประธานสรรหา ทั้งๆ ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ หรือ สคร. ได้ทำหนังสือถึงพรรณีให้ลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เพื่อคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล จึงทำให้กรรมการส่วนที่ไม่เห็นด้วยเตรียมวอล์กเอาต์ในการประชุมคณะกรรมการ 22 มิ.ย. หากพรรณี ยังดื้อแพ่งจะเป็นประธานสรรหาต่อไป
ขณะที่ก่อนหน้านี้ เลอศักดิ์พยายามชูประเด็นเรื่องผลการประเมินที่ได้คะแนนเกือบเต็ม 100% ดังนั้นเขาจึงน่าจะได้รับการพิจารณาให้ต่ออายุผู้อำนวยการอีก 2 ปี ก่อนที่จะเกษียณอย่างสง่างาม
เนื่องจากที่ผ่านมาได้ทำผลงานดีจนธนาคารออมสินมีทั้งสินทรัพย์ เงินฝาก และเงินให้สินเชื่อเพิ่มสูงกว่าระดับ 1 ล้านล้านบาท ขนาดของสินทรัพย์จึงใหญ่มหึมาเทียบชั้นธนาคารพาณิชย์อันดับต้นๆ ของประเทศ
ความไม่ลงรอยกันของฝ่ายบริหารและคณะกรรมการของธนาคารออมสิน นอกจากจะส่งผลกระทบต่อภาพลบขององค์กรแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสังคมที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อย่างมาก
เพราะที่ผ่านมาสภาพการทำงานของธนาคารออมสินเหมือนคนป่วยไข้ ทำงานไม่เต็มที่จนเงินฝากก็หด สินเชื่อก็ชอร์ต สะดุดขาตัวเองหมด
ไม่ว่าจะสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อการค้า ล้วนหดหายไปไม่น้อยกว่า 20%
ลูกหนี้พากันรีไฟแนนซ์ไปใช้ธนาคารพาณิชย์กันหมด ไม่นับรวมสินเชื่อรายกลาง เช่น สินเชื่อเคหะ ก็ชะลอการอนุมัติกันไปหมด
เพราะการที่กรรมการสั่งให้รื้อโครงสร้างการปล่อยสินเชื่อใหม่หมด เมื่อผนวกกับสงครามระหว่างประธานกรรมการกับผู้อำนวยการออมสินที่ผลัดกันชกคนละหมัด ทำให้งานทุกอย่างชะงักงัน
เนื่องจากคงไม่มีแมวตัวไหนกล้าเสนองานเพื่อการพัฒนาและหารายได้เพิ่มในยามที่ช้างสารชนกัน จากการรายงานข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะพบว่า แม้ภาพรวมการปล่อยสินเชื่อ 4 เดือนแรกของปี 2555 จะเพิ่มขึ้น 5.74 หมื่นล้านบาท จาก 1.379 ล้านบาท ในเดือน ม.ค. เป็น 1.436 ล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2555 ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ 5.79 หมื่นล้านบาท
แต่ธนาคารออมสินก็ต้องเผชิญกับภาวะอัตราการทำกำไรที่ลดลงมากเกือบถึง 4,000 ล้านบาท ในช่วงเวลาดังกล่าว
ขณะที่ภาพรวมการรับฝากเงิน 4 เดือนแรกของธนาคารออมสินทรุดหนัก และถือเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ธนาคารออมสินมียอดเงินฝากหดตัวลง 7.89 หมื่นล้านบาท นับจากเดือน ม.ค. 2555 ธนาคารมียอดเงินฝากคงค้างกว่า 1.54 ล้านล้านบาท และเริ่มลดลงในเดือน ก.พ. มียอดเงินฝากคงค้าง 1.53 ล้านล้านบาท เดือน มี.ค. ลดลงต่อเนื่อง อยู่ที่ 1.508 ล้านล้านบาท และล่าสุดในเดือน เม.ย. ยอดเงินฝากคงค้างอยู่ที่ 1.461 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน พบว่า ธนาคารออมสินมียอดเงินฝากเพิ่มขึ้นมากกว่า 1.31 แสนล้านบาท
สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เห็นได้ชัดแล้วว่า ธนาคารออมสินเกิดภาวะเงินไหลออก ข่าวสารต่างๆ ที่ออกไปทำให้ผู้ฝากเงินขาดความเชื่อมั่น โดยเฉพาะลูกค้ารายใหญ่ที่โยกเงินไปฝากกับธนาคารรัฐแห่งอื่น
สะท้อนจากยอดเงินฝาก 4 เดือนแรกของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ซึ่งมีผลิตภัณฑ์เงินฝากใกล้เคียงกับธนาคารออมสิน สามารถดูดเงินฝากไปกว่า 1.09 แสนล้านบาท
ด้านเอสเอ็มอีแบงก์เองก็มีอาการน่าเป็นห่วงไม่แพ้กัน เพราะ โสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการคนปัจจุบันเป็นอีก 1 คน ที่ถูกหมายหัวให้ออก หลังมีการเปลี่ยนแปลงปรับสัดส่วนคณะกรรมการเพื่อเปิดทางให้กรรมการฟากกระทรวงอุตสาหกรรมเข้ามานั่งทำงานร่วม
ที่ผ่านมา โสฬสเจอกระแสปล่อยข่าวเรื่องการปลดจากเก้าอี้มาตลอด รวมทั้งยังถูกสั่งให้ตั้งกรรมการสอบทุจริตอีกหลายเรื่อง หลายโครงการ ซึ่งขณะนี้ผลสอบยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนแม้แต่เรื่องเดียว
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วคือ ผลการดำเนินงานของเอสเอ็มอีแบงก์ทรุดตัวลง แม้เอสเอ็มอีแบงก์จะไม่มีเคาน์เตอร์รับเงินฝากจากรายย่อย แต่ผลจากข่าวต่างๆ ทำให้ยอดรับเงินฝากจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ ลดลงไปมากมาย
ขณะที่ยอดการปล่อยสินเชื่อ 4 เดือนแรกของปี 2555 เพิ่มขึ้นเพียง 1,388 ล้านบาท จาก 9.73 หมื่นล้านบาท ในเดือน ม.ค. เพิ่มเป็น 9.87 หมื่นล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2555
ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่สามารถปล่อยสินเชื่อได้ 2,919 ล้านบาท
สาเหตุที่สินเชื่อ 4 เดือนแรกไม่วิ่งก็เพราะปัญหาเดียวกับธนาคารออมสิน คือ พนักงานไม่กล้าปล่อยสินเชื่อและเร่งรัดเรื่องการติดตามทวงหนี้เสีย ทำให้ยอดหนี้เน่าพุ่งกว่า 600 ล้านบาท
ด้านไอแบงก์ที่คลื่นลมเพิ่งสงบ ซึ่งก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวสอบทุจริต ธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการไอแบงก์ที่กำลังจะเกษียณในต้นเดือน ก.ค.นี้ แม้ผลสอบว่าจะไม่มีการทุจริต แต่ก็เล่นเอากระเทือนผลดำเนินงานไปไม่น้อย
ยอดสินเชื่อ 4 เดือนแรกที่เพิ่มขึ้นเพียง 3,605 ล้านบาท จาก 1.15 แสนล้านบาท ในเดือน ม.ค. เพิ่มเป็น 1.18 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. ถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่ยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้น 6,751 ล้านบาท ขณะที่ยอดเงินฝาก 4 เดือนแรกลดลงจาก 1.22 แสนล้านบาท ในเดือน ม.ค. 2555 เหลือ 1.18 แสนล้านบาท ในเดือน เม.ย. 2555 หรือลดลงกว่า 4,245 ล้านบาท
เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน พบว่า ไอแบงก์มียอดเงินฝากเพิ่มขึ้น 1.23 หมื่นล้านบาท
ขณะนี้ไอแบงก์ได้ตั้งกรรมการสรรหาตัวเอ็มดีคนใหม่เพื่อเข้ามาสานงานต่อแล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าฝ่ายการเมืองและกระทรวงการคลังจะดันใครขึ้นแท่นรับช่วงงานต่อจากธีรศักดิ์
นี่คือพิษสงของการเมืองที่หมายหัวผู้บริหารสูงสุดของธนาคารรัฐ โดยลืมนึกถึงผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นและทำให้คนรากหญ้าต้องสูญเสียโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงิน
กรณีของธนาคารกรุงไทย ยังไม่มีความชัดเจนว่าใครจะเข้ามานั่งเก้าอี้เอ็มดีคนต่อไป
อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าปรากฏการณ์เด็ดผู้บริหารสถาบันการเงินรอบนี้ในยุคพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล ที่ได้ส่งคณะกรรมการเข้ามาควบคุมการทำงานของธนาคารรัฐ กลับไม่มีความเด็ดขาด แถมยังยืดเยื้อกินเวลานานจนกระทบผลการดำเนินงาน เพราะคนที่เข้ามาก็มานั่ง ไม่ว่าจะเป็นคนของกระทรวงการคลังหรือคณะกรรมการ ต่างก็สวมหัวโขนจะทำอะไรทีก็ต้องรอนายใหญ่จากดูไบ แถมยังต้องเกรงใจนายกรัฐมนตรีหญิงอีก
จนกลายเป็นว่า ง้างมือจะฟัน แต่ก็ไม่กล้าลงดาบเสียที ได้แต่รำป้อๆ แป้ๆ คอยคุ้ยเขี่ยหาเรื่องเสียๆ หายๆ ของฝ่ายตรงข้ามมาปล่อยข่าวผ่านสื่อ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ณ เวลานี้คือ ธนาคารรัฐกำลังสิ้นมนต์ขลัง เลิกบทพระเอกขี่ม้าขาวในการช่วยเหลือคนยากจนให้เข้าถึงแหล่งสินเชื่อไปซะดื้อๆ
เพราะพระเอกกำลังจะตกม้าตาย







