
เปิดยุทธการกวาดล้างแก๊งสี่คูณร้อยเมืองหลวง
ในขณะที่ตำรวจกำลังมุ่งเน้นไปที่การจับกุม “ยาบ้า” จนอาจทำให้ลืมไปว่ายาเสพติดโบราณ
โดย...วัสยศ งามขำ
ในขณะที่ตำรวจกำลังมุ่งเน้นไปที่การจับกุม “ยาบ้า” จนอาจทำให้ลืมไปว่ายาเสพติดโบราณ ที่ไม่ได้ผ่านการสังเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์กำลังฟื้นคืนชีพอย่างเงียบๆ ขึ้นอีกครั้งในเมืองหลวง
นั่นทำให้ตำรวจกองปราบปรามต้องเปิดตำราอาศัยกลยุทธ์ภาคทฤษฎี ก่อนลุยป่าฝ่าดงลงพื้นที่ในชุมชนย่านชานเมือง เข้าไปกำจัดดง “ใบกระท่อม” ยาเสพติดที่เหล่าวัยรุ่นเมืองกรุงบางกลุ่มกำลังนิยมนำมาต้มก่อนดัดแปลงเป็นยาเสพติดที่กำลังฮิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่าง “สี่คูณร้อย”
เด็กรุ่นใหม่ในเมืองกรุงอาจจะไม่คุ้นหูนักสำหรับยาเสพติดที่ชื่อว่า “ใบกระท่อม” ถูกจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 เช่นเดียวกับ “กัญชา” แต่สำหรับเด็กวัยรุ่นชานเมืองแถบตะวันออกเฉียงเหนือ โซนหนองจอก มีนบุรี และลาดกระบัง ใบกระท่อมเป็นสิ่งที่เด็กกลุ่มนี้ถวิลหามากนัก เนื่องจากเป็นส่วนประกอบสำคัญของสี่คูณร้อย หรือยาเสพติดที่ผสมขึ้นจากส่วนประกอบ 4 ชนิด คือ น้ำต้มใบกระท่อม น้ำโคลา ยาแก้ไอเข้มข้น และยากล่อมประสาท
เมื่อต้นปี 2554 มะรอปี ลังแม หนุ่มชาวนราธิวาส นักศึกษามหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต วัย 20 ปี ดอดปีนเข้าไปในรั้วบ้านของ ทองดี แจ่มศรี ยายเฒ่าวัย 73 ปี ย่านลาดพร้าว ที่ปลูกกระท่อมไว้กว่า 30 ต้น แต่หนุ่มเจ้ากรรมกลับต้องจบชีวิตอนาถคารั้ว เพราะถูกกระแสไฟฟ้าที่คุณยายล้อมไว้ป้องกันหัวขโมยใบไม้มีราคาชอร์ตอย่างรุนแรง ทำให้คุณยายต้องถูกจำคุกทั้งข้อหาทำร้ายผู้อื่นถึงแก่ความตาย และข้อหาค้าใบกระท่อม รวมเวลา 3 ปี 4 เดือน
การกวาดล้างตัดต้นกระท่อมของกองปราบปราม อาจจะเรียกได้ว่าจับพลัดจับผลู หรือเป็นผลพลอยได้จากนโยบายตำรวจผู้รับใช้ชุมชนของ พล.ต.ท.พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์ ผบช.ก. ก็ว่าได้ เนื่องจากนโยบายนี้กำหนดให้ตำรวจต้องเข้าไปอยู่ร่วมกับชาวบ้าน พร้อมกับศึกษาปัญหาในชุมชนและเข้าไปแก้ไขปัญหานั้นอย่างมีส่วนร่วม
พ.ต.อ.ปิยะ เจริญสุข ผกก.1 บก.ป. ซึ่งรับผิดชอบพื้นที่กรุงเทพฯ จึงเลือก “ชุมชนสมหวัง” ถนนกาญจนาภิเษก เขตคันนายาว ที่เป็นชุมชนมุสลิม มาเป็นชุมชนต้นแบบของโครงการนี้ หลังจากลงพื้นที่ไปราว 2 เดือน ก็พบว่าที่ชุมชนแห่งนี้มีต้นกระท่อมขึ้นอยู่ในชุมชนจำนวน 8 ต้น ทั้งที่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก็ไม่เคยมีใครไปยุ่งเกี่ยว
“ผมให้ตำรวจเจรจากับชุมชนแบบไม่ต้องรวบรัด เราไม่ได้ต้องการที่จะใช้ทฤษฎีบังคับใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ให้ตำรวจเริ่มอธิบายให้ชาวบ้านรู้ถึงโทษของใบกระท่อม ให้ชาวบ้านรู้ว่าหากปล่อยทิ้งไว้มันจะเกิดปัญหา จนในที่สุดกระท่อมทั้ง 8 ต้น ที่เชื่อว่าแต่ละต้นมีอายุไม่ต่ำกว่า 3040 ปี ก็ถูกโค่นลงด้วยความร่วมมือระหว่างตำรวจกับคนในชุมชนเอง” ผู้กำกับปิยะ บอก
อย่างไรก็ตาม หลังจากต้นกระท่อมในชุมชนสมหวังถูกโค่นไปไม่นาน ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวของเหล่าเด็กวัยรุ่นในพื้นที่หาใบกระท่อมไม่ได้ เด็กเหล่านี้เริ่มเสาะแสวงหาจนตำรวจได้กลิ่นว่านอกจากชุมชนสมหวังแล้ว ยังมีต้นกระท่อมขึ้นอยู่อีกจำนวนมากที่ชุมชนแครายพัฒนา ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันมากนักจากชุมชนแห่งเดิม
โดยจะลักลอบขายใบกระท่อมให้กับเด็กๆ ในราคา 60 ใบ 100 บาท ที่สำคัญต้นกระท่อมที่ชุมชนนี้มีอยู่มากกว่าหลายเท่า คือ ราว 50 ต้น จึงได้ให้ตำรวจเข้าไปประสานงานกับกรรมการชุมชน คือ ไม่บังคับใช้กฎหมายเข้าไปจัดการ แต่ให้ชาวบ้านมีส่วนร่วม
ในที่สุดจากการเข้าไปประสานงานนานราว 1 เดือนเศษ ชาวบ้านทั้งหมดก็ยินยอมที่จะตัดร่วมกัน และได้ตัดไปทั้งหมดประมาณ 50 ต้น เมื่อวันที่ 7 มิ.ย.
หนุ่มมุสลิมนครศรีธรรมราช วัย 27 ปี ประกอบอาชีพส่วนตัวย่านรามคำแหง ซึ่งนิยมชมชอบการดื่มน้ำกระท่อม ยอมรับว่าดื่มน้ำกระท่อมมาประมาณ 2-3 ปี ผสมเพียงน้ำกระท่อม โค้ก และยาแก้ไอเท่านั้น เมื่อลองดื่มดูปรากฏว่าติดใจ เพราะรสชาติหวานๆ ปนขม อาการเมาลอยๆ เหมือนดูดกัญชา แถมยังทำงานได้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยอีกด้วย ตั้งแต่นั้นก็เลิกเหล้าหันมากินน้ำกระท่อมเพียงเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องแปลกที่ยังมีต้นกระท่อมอยู่ในกรุงเทพฯ จำนวนมาก และบางต้นมีอายุราว 30-40 ปี เชื่อว่าตำรวจท้องที่ก็น่าจะรู้ แต่ไม่รู้ว่าจะดำเนินคดีกับใคร เพราะคิดแต่เพียงว่าจะดำเนินการจับกุมตามกรอบของกฎหมายเท่านั้น
จึงทำให้สิ่งผิดกฎหมายเหล่านี้ปักหลักอยู่มายาวนาน จนกลายเป็นปัญหาของเด็กวัยรุ่น ถูกแล้วที่ตำรวจนำชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา การโค่นต้นกระท่อมกลางกรุงครั้งนี้ จึงถือเป็นการเปิดยุทธการกวาดล้างแก๊งสี่คูณร้อยเมืองหลวงนั่นเอง!!!!







