posttoday
เพื่อไทยปะทะศาลรธน. เร่งการเมืองเดือด

เพื่อไทยปะทะศาลรธน. เร่งการเมืองเดือด

10 มิถุนายน 2555

ความพยายามเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นชนวนร้อนที่สร้างความปั่นป่วนทางการเมืองต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์

ความพยายามเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นชนวนร้อนที่สร้างความปั่นป่วนทางการเมืองต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์

โดยเฉพาะปมปัญหาทางข้อกฎหมายที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีคำสั่งถึงรัฐสภาให้ชะลอกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญออกไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณา 5 คำร้อง ตามมาตรา 68 ให้แล้วเสร็จ ซึ่งนำมาสู่ข้อถกเถียงในวงกว้างจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

เริ่มตั้งแต่ “รัฐสภา” พิทูร พุ่มหิรัญ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ออกมาแถลงผลการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบเรื่องนี้จากฝั่งสภา ว่าคำวินิจฉัยของศาลฯ จะมีผลผูกพันต่อสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 216 ต้องเป็นคำวินิจฉัยที่ทำโดยคณะตุลาการศาลฯ ไม่น้อยกว่า 2 คน และทำความเห็นในคำวินิจฉัยส่วนตนและประกาศในราชกิจจานุเบกษา ดังนั้นคำสั่งที่ส่งมายังรัฐสภาจึงไม่เป็นคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันต่อสภา

นอกจากนี้ รัฐสภามิใช่หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่น อันอยู่ภายใต้บังคับของมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ รัฐสภาจึงไม่มีผลผูกพันตามคำสั่งดังกล่าว อีกทั้งคำสั่งของศาลฯ เป็นคำสั่งต่อเลขาธิการสภาให้แจ้งต่อประธานรัฐสภา ให้รอดำเนินการเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นการออกคำสั่งต่อประธานรัฐสภาหรือรัฐสภา

เพื่อไทยปะทะศาลรธน. เร่งการเมืองเดือด

อีกด้านหนึ่งทางฝั่ง “ศาลรัฐธรรมนูญ” วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ออกมายืนยันในเหตุผลที่ต้องรับคำร้องที่มีผู้ยื่นเรื่องให้พิจารณาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองและล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่นั้น เป็นการรับเรื่องไว้พิจารณาไว้ไต่สวน ซึ่งจะทำให้ทราบว่ามีการกระทำดังกล่าวจริงหรือไม่ ซึ่งไม่ต่างจากการไต่สวนในคดีอื่นๆ

“แม้ศาลฯ ทำหนังสือแจ้งไปยังรัฐสภาแล้ว แต่หากสภายังพิจารณาผ่านร่างรัฐธรรมนูญวาระ 3 ก็ถือเป็นเรื่องของสภา เราคงไม่ไปก้าวล่วง เขาไม่รอคำวินิจฉัยก็เป็นเรื่องของเขาจะตัดสินใจ แต่ต้องไปรับผิดชอบกันเอง” วสันต์ กล่าว

ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ระบุอีกว่า ศาลฯ ปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองอย่างระมัดระวัง ไม่มีใครชี้นำ โดยระวังที่จะไม่เข้าไปแตะต้องอำนาจฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ การพิจารณารับคำร้องจะดูที่ประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก ขณะเดียวกันขอยืนยันถึงการยื่นคำร้องตามมาตรา 68 โดยไม่ต้องผ่านอัยการสูงสุด พร้อมกับนำรัฐธรรมนูญฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษมาประกอบการอธิบาย

อีกด้านหนึ่งทางฝั่ง “อัยการสูงสุด” วินัย ดำรงค์มงคลกุล โฆษกอัยการสูงสุด (อสส.) อ่านคำวินิจฉัย อสส. ว่าจากการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ “ไม่ปรากฏ” ข้อความใดที่บ่งชี้หรือแสดงให้เห็นว่าได้ใช้สิทธิและเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ

“คำร้องของผู้ร้องทั้งหก ข้อเท็จจริงยังไม่พอฟังว่ามีพฤติการณ์หรือการกระทำอันเป็นเหตุให้อัยการสูงสุด ต้องยื่นคำร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกกระทำการตามความในมาตรา 68 ซึ่งการพิจารณาวินิจฉัยของอัยการสูงสุดในเรื่องนี้ เป็นการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เฉพาะของอัยการสูงสุด”

สุดท้ายการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาลงมติวาระ 3 ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงยังไม่สามารถดำเนินการได้ แม้พรรคเพื่อไทยจะส่งสัญญาณเดินหน้าให้พิจารณาโดยไม่ฟังคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมร่วมรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา จึงทำได้เพียงแค่การอภิปรายในวาระ “รับทราบ” คำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ

แต่บรรยากาศวุ่นวายเล็กน้อย จนประธานรัฐสภาต้องสั่งพักประชุม 10 นาที สุดท้ายต้องเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 12 มิ.ย.

ปมปัญหาเรื่องนี้ยังบานปลายออกไปนอกสภา เมื่อกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งจัดเวทีอยู่ด้านหน้ารัฐสภา ล่ารายชื่อยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 7 คน โดยกล่าวหามีพฤติกรรมขัดรัฐธรรมนูญ รวมทั้งแทรกแซงการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ โดยรวมรายชื่อ 2 หมื่นคน ยื่นต่อประธานวุฒิสภา

ขณะที่เวทีปราศรัยของกลุ่มเสื้อแดงยังพุ่งเป้าโจมตีการทำงานของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่ง ยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ผู้ช่วยเลขานุการกระทรวงมหาดไทย ขึ้นเวทีเสื้อแดงประกาศเบอร์โทรศัพท์และที่อยู่ของตุลาการศาลฯ พร้อมเชิญชวนให้เสื้อแดงแวะไปหา หรือโทร.ไปทักทาย จนถูกรุมถล่มว่าเป็นพฤติกรรมที่คุกคามตุลาการศาลฯ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท