
ตีความ ตีใคร
หลายท่านคงจะพอทราบมาว่ากฎหมายเกี่ยวข้องกับตัวเราตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
หลายท่านคงจะพอทราบมาว่ากฎหมายเกี่ยวข้องกับตัวเราตลอดชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ทั้งยังถูกกำชับจากรัฐบาลอีกว่า ทุกคนต้องรู้กฎหมาย เมื่อกระทำความผิดจะอ้างว่าไม่รู้กฎหมายไม่ได้ หลายคนเมื่อได้ยินคำเหล่านี้แล้วก็ให้รู้สึกอึดอัด เหมือนว่ากฎหมายทั้งหลายนั้นก็คือโซ่ตรวนที่มัดติดขาเราไปทุกหนทุกแห่งจนตลอดชีวิตนั้นด้วย
นักปราชญ์บางท่านบอกว่ากฎหมายเป็นสิ่งเลวร้าย ในทำนองเดียวกันสังคมใดที่มีกฎหมายมากๆ หรือมีความพยายามที่จะบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ก็แสดงว่าสังคมนั้นมีความเลวร้ายอยู่มาก เข้าทำนองเสื้อผ้ายิ่งสกปรกก็ยิ่งต้องใช้ผงซักฟอกมากๆ หรือใช้ผงซักฟอกที่มีความเข้มข้นมากๆ หรืออาจจะต้องใช้พลังมือในการขยี้ให้แรงๆ ซึ่งในปัจจุบันหลายบ้านใช้เครื่องซักผ้าเข้ามาช่วย ก็เหมือนกับการใช้กฎหมายที่มีเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาผ่อนแรงกระนั้น
แต่สังคมก็ยังไม่สวยสะอาด เพราะเราไม่แก้ที่ความสกปรกหรือสิ่งชั่วร้ายที่ทำให้สังคมของเราเลอะเทอะเปรอะเปื้อน ซึ่งก็คือ “ตัวคน” อันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในความเป็นสังคม และเป็นต้นเหตุของความชั่วร้ายทั้งหลายที่เกิดขึ้นในสังคมนั้นด้วย
บางทีเราอาจไม่ต้องมีกฎหมาย หากมนุษย์ทุกคนเป็นคนดี เหมือนโลกพระศรีอาริย์ที่เล่ากันว่า มนุษย์ปกครองและอยู่กันด้วยศีลธรรม รู้ผิดชอบชั่วดี ไม่เบียดเบียนกันและกัน ที่สำคัญช่วยเหลือโอบอุ้มและดูแลกันและกันด้วยความเมตตากรุณาอย่างจริงใจ
บางท่านบอกว่าเพราะคนไทย “ฉลาดแกมโกง” ชอบที่จะหาช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อเอาตัวรอด บางท่านก็ว่าสังคมไทยเป็น “สังคมศรีธนญชัย” คือมีเล่ห์เหลี่ยม มีข้ออ้างและเหตุผลสารพัด เพื่อเอาเปรียบและเอาชนะคนอื่น ดังนี้กฎหมายจึงต้องมีความละเอียดยิบย่อย ระบุมาตรการ กระบวนการ จนถึงวิธีการไว้ทุกขั้นตอน เพียงหวังว่าจะฆ่าศรีธนญชัยหรือกำจัดคนฉลาดแกมโกงทั้งหลายนั้นได้
แต่ยิ่งใช้ก็ยิ่งยุ่ง หรือบางทีก็ไม่ใช้เอาดื้อๆ อย่างที่เจ้าหน้าที่ตำรวจชอบอ้างว่าไม่รู้จะใช้กฎหมายฉบับไหน (ในกรณีที่เป็นคดีการเมืองหรือเกี่ยวข้องกับผู้มีอิทธิพล แต่ถ้าเป็นคดีคนยากคนจน มอเตอร์ไซค์ และพ่อค้าแม่ค้าที่ไม่มีทางสู้แล้ว จะตั้งข้อหาสารพันแบบครอบจักรวาล) และกฎหมายยิ่งสูงใหญ่ก็ยิ่งจะมีความยุ่งยาก อย่างกรณีของรัฐธรรมนูญที่ต้องตีความกันอยู่บ่อยๆ นี้
สมัยที่ผู้เขียนเรียนวิชาหลักกฎหมายเบื้องต้นในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ เมื่อ 36 ปีที่ผ่านมา อาจารย์ท่านบอกว่าคนที่จะเรียนกฎหมายได้ดีต้องมีความรู้ทางภาษาไทยที่ดีแต่หลายคนก็คงจะเห็นแล้วว่าคนที่รู้ภาษาไทยดีๆ (นักกฎหมายดังๆ) นี่แหละที่สร้างปัญหาให้แก่สังคม โดยเฉพาะการตีความกฎหมายที่แต่ละท่านก็จะอ้างความรู้ความเชี่ยวชาญออกมาโต้แย้งกัน ร่วมกับความสามารถในการใช้ภาษาไทย (บางท่านก็เก่งทางเขียน บางท่านก็เก่งทางพูด) ก็ยิ่งทำให้สังคมไทยนี้สับสนวุ่นวายไปหมด
“ทำไมต้องเขียนกฎหมายให้กำกวมจนต้องมีการตีความ และท่านนักกฎหมายใหญ่ๆ ที่ก็ต้องรู้ภาษาไทยมาเป็นอย่างดี ทำไมต้องมาโต้เถียงกันด้วยกฎหมายที่หลายๆ ท่านก็เรียนมาจากตำราหรือเล่มกฎหมายเดียวกัน หลายคนก็มีอาจารย์คนเดียวกันเสียด้วยซ้ำ”
นั่นคือคำถามที่ผู้คนในสังคมปุจฉา?
ผู้เขียนขออธิบายด้วยประสบการณ์ ทั้งที่ได้ร่ำเรียนมานานแล้ว ทั้งที่ได้ใช้สอนลูกศิษย์ลูกหามาบ้าง และทั้งที่ได้ไปร่วมร่างร่วมทำร่วมพิจารณากฎหมายมาจำนวนหนึ่ง รวมทั้งที่ได้วิพากษ์วิจารณ์กฎหมายบางฉบับมาพอสมควร อย่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยที่เป็นหัวใจของการเรียนรู้เกี่ยวกับการเมืองการปกครองไทย อันเป็นอาชีพที่ผู้เขียนสอนอยู่นี้
ประการแรก การที่กฎหมายต้องมีการตีความเพราะเป็น “ธรรมชาติ” ของกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายมีขึ้นเพื่อควบคุมพฤติกรรมไม่ให้มนุษย์กระทำ “ความชั่ว” อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เพื่อควบคุมให้ผู้คนเชื่อฟังหรือปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐหรือผู้มีอำนาจ ดังนี้จึงต้องมีคำอธิบายของผู้ออกกฎหมายที่จะใช้อธิบายว่า ทำไมจึงจะต้องควบคุมหรือสั่งให้ทำอย่างโน้นอย่างนี้ คำอธิบายนี้ส่วนหนึ่งจะอยู่ในหลักการและเหตุผล (ที่จะต้องมีกฎหมายฉบับนั้นๆ) ซึ่งจะเขียนไว้ในส่วนแรกของร่างกฎหมายที่จะนำเข้าสู่การพิจารณาของสภา อีกส่วนหนึ่งจะอยู่ในการอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งจะมีการจัดจดและเก็บรวบรวมไว้ค้นคว้าอ้างอิง หรือยืนยันถึงเหตุผลต่างๆ ในการมีกฎหมายนี้ ที่ถ้ามีความขัดแย้งในภายหลังก็สามารถนำมาอ้างอิงหรือตีความได้
ประการที่ต่อมา ด้วยวิธีการในวิธีคิดและวิธีทำของนักกฎหมายในบ้านเมืองนั้นที่มีความแตกต่างกัน อย่างกรณีของรัฐธรรมนูญที่ควรจะเป็นคำประกาศเชิงปรัชญาของการอยู่ร่วมกันของคนในชาติ เป็นแนวนโยบายของผู้ปกครองที่จะปฏิบัติหรือสร้างความสุขความเจริญกับประชาชนของเขา รวมทั้งเป็นเกราะปกป้องผู้คนให้ดำเนินชีวิตได้อย่างสุขสบาย มีสิทธิและเสรีภาพตามสมควร แต่รัฐธรรมนูญของบางประเทศอย่างประเทศไทยนี้กลับเขียนเป็นเช่นเดียวกันกับกฎหมายกำราบอาชญากร เต็มไปด้วยมาตรการและวิธีการที่จะเอาผิดกันและกัน กำหนดรายละเอียดถึงวิธีปฏิบัติขององค์กรต่างๆ ไว้อย่างละเอียดยิบ เวลาจะปรับแก้หรือขยับเขยื้อนไปไหนก็ลำบาก และเมื่อถึงเวลาหนึ่งก็จะล้าสมัย ไม่ทันสถานการณ์ ไม่ทันต่อปัญหาบ้านเมือง กลายเป็นสมอเรือที่ฉุดตรึงสังคมไว้กับที่ ซึ่งที่สุดต้องแก้ไขด้วยการรื้อรัฐธรรมนูญนั้นทิ้ง
ประการสุดท้าย ด้วยวัฒนธรรมทางการเมืองของคนไทย ที่ยังแบ่งฝักฝ่ายแก่งแย่งชิงดี ไม่มีใครยอมใคร และที่แย่ที่สุดก็คือไม่ค่อยรับฟังเหตุผลของกันและกัน พวกมากลากไป อิจฉาริษยา ชอบแข่งบุญวาสนาบ้าอำนาจ ซึ่งเรื่องของกฎหมายเป็นเรื่องของการใช้เหตุผล แต่คนไทยมักจะฟังพรรคพวก เอาสะดวก ไม่เคารพกฎกติกา ยิ่งฝ่าฝืนกฎหมายได้ยิ่งดี (ยิ่งโก้เก๋และยิ่งใหญ่) ด้วยวัฒนธรรมเช่นนี้ (บางท่านบอกว่า “วัฒนะ” แปลว่า ความดีงาม ความเจริญ ไม่น่าจะมาใช้กับความเลวเยี่ยงนี้ที่จริงควรเรียกว่า “กษัยธรรม” หรือธรรมอันเป็นความเสื่อมความชั่วนั้นมากกว่า) เมื่อมาเกิดขึ้นในสภาที่เป็นที่รวมของผู้ยิ่งใหญ่ ความเหลวไหลเลอะเทอะจึงเพิ่มเป็นทวีคูณตามอัตตาของนักการเมืองแต่ละท่านนั้น อย่างที่เรากำลังเห็นในการพิจารณากฎหมายต่างๆ อันเป็นผลจากการที่ไม่มีใครยอมใคร หน้ามืดจะเอาชนะ โดยไม่คิดถึงหายนะที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเมือง
การตีความกฎหมายจึงอาจจะเปรียบได้กับการ “ตีหัว” กันและกัน เริ่มจาก “หัวคิด” ที่ต่างคนต่างคิดว่าตัวเอง “คิดถูก” (แต่จะ “คิดดี” หรือไม่ ไม่สำคัญ) จึงปะทะความคิดที่ต่างก็เชื่อว่าถูกต้องนั้นอย่างบ้าระห่ำ ตามมาด้วย “หัวขบวน” คือเกิดการรวบรวมผู้คนให้คิดและเชื่อตาม นำเอาประชาชนที่เรียกว่าแนวร่วมนั้นออกมาสู้รบ เพียงเพื่อจะให้เกิดภาพว่ามีคนสนับสนุนความคิดของตนเป็นจำนวนมาก ซึ่งความเป็นจริงนั้นมวลชนเหล่านี้ก็ไม่ได้ฟังเหตุผลอะไร เพียงแต่อยากเป็นพวกหรือคิดว่าเป็นพวกกันแล้วก็จะสมประโยชน์อะไรอื่นๆ ตามมา
สุดท้ายคือ “หัวแตก” คนที่เป็นเจ้าของความคิดก็แตกออกเป็นค่ายๆ ตำรับตำราที่ร่ำเรียนมาก็โยนทิ้ง เพียงเพื่อจะว่าข้าใหญ่สุด (มีคนเชื่อมากที่สุด) ในความคิดนี้ ทิ้งหลักการแล้วเอาหลักกูเข้าว่า อย่างที่คนเป็นครูบาอาจารย์และนักกฎหมายควรที่จะทำให้บ้านเมืองนี้ “ดี” แต่กลับคิดเอาแต่ “ได้” ที่ชั่วมากๆ ก็คือเอาคนไทยออกมาตีกัน ให้บ้านเมืองแตกแยกจนยากจะเยียวยา
คนที่เป็นต้นคิดและยุยงปลุกปั่นอยู่ ณแดนไกล ถ้ารักคนไทยและประเทศไทยจริงจะไม่ทำเยี่ยงนี้ ซึ่งถ้าจะ “ตีความ” ลักษณะของคนเยี่ยงนี้
สรุปได้คำเดียวว่า “ชั่วฉิบ...”







