posttoday
2569 ชนะเด็ดขาด

2569 ชนะเด็ดขาด

09 มิถุนายน 2555

หายหน้าไป 2 ปี หลังแยกทางกับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

หายหน้าไป 2 ปี หลังแยกทางกับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)

ด้วยกัน เพราะแนวทางต่อสู้ช่วงพฤษภา 53 ที่เห็นต่างกัน วีระกานต์ มุสิกพงศ์ ค่อยๆ ปรากฏตัว จนล่าสุดเพิ่งสมัครเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยทันทีที่บ้านเลขที่ 111 ได้สิทธิเลือกตั้งคืน พร้อมกับความขัดแย้งทางการเมืองที่กลับมาปะทุอีกรอบพอดี

“ที่ผมหยุดเพราะศาลสั่งไม่ให้พูด ตอนแรกคนเสื้อแดงก็ไม่พอใจผม แต่เวลาได้พิสูจน์ความเป็นจริง ตอนหลังคนเสื้อแดงเขาก็สำนึกผิด เลยขอให้ผมไปขึ้นเวที และก็เรียกร้องสิ่งหนึ่งซึ่งผมให้ไม่ได้แล้ว คือขอให้กลับมาเป็นประธาน นปช. ผมบอกไม่ได้ ผมสนับสนุนอาจารย์ธิดา” วีระกานต์ เล่าความเป็นมา

“ผมได้บทสรุปในช่วง 2 ปีที่ออกไปว่า แนวทางสันติ อหิงสา เท่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าหากออกจากแนวทางก็จะมีปัญหา ทั้งปัญหาส่วนตัวและปัญหาส่วนรวม ใครนิยมใช้ความรุนแรง ในที่สุดมวลชนจะหนีจากคนคนนั้น”

2569 ชนะเด็ดขาด

 

ในเกมต่อสู้ชิงอำนาจช่วงเปลี่ยนผ่านระบอบประชาธิปไตยไทยที่ร้อนระอุขณะนี้ ในศึก “อำนาจศาลรัฐธรรมนูญ” มีเดิมพันอยู่ที่ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หลังศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องให้วินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ที่เป็นกุญแจไปสู่การตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ ขัดต่อบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน สำหรับ วีระกานต์ มองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นเรื่องเดิมๆที่ฝ่ายอำมาตย์พยายามใช้องค์กรอิสระ ศาล เข้าจัดการกับการเมืองไม่จบสิ้น เพื่อไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จแต่ว่ายิ่งทำก็ยิ่งยุ่ง สร้างปัญหาใหม่ซับซ้อนขึ้น ประเด็นสั้นๆ คือเขาไม่ต้องการให้บ้านเมืองนี้เป็นประชาธิปไตย

“เดิมทำท่าเหมือนจะคลี่คลาย ตั้งแต่การเลือกตั้งวันที่ 3 ก.ค. 2554 ที่เริ่มต้นด้วยดีในวิถีรัฐสภา แต่หลังจากนั้นกลับไม่เป็นอย่างนั้น กระดิกไปทางไหนก็เริ่มตัน หนทางถูกปิดกั้น สันติวิธีก็ลดน้อยลงไป เพราะเกิดความไม่ไว้วางใจขึ้น ผมถอดจากคำพูดของประธานศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่เชื่อใจว่าสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จะมาร่างรัฐธรรมนูญแบบไหน นี่คือความคิดอำมาตย์แท้ๆ ทั้งที่เรายังไม่รู้เลยใครจะมาเป็น ส.ส.ร. แล้วทำไมต้องสันนิษฐานว่า ส.ส.ร.จะมาทำสิ่งไม่ดี ทำไมไม่คิดว่าเขาเป็นนักประชาธิปไตยบ้าง

“ถ้าศาลตั้งธงว่าเรื่องนี้กระทบต่อประโยชน์ของฝ่ายอำมาตย์แล้วต้องกำจัดทิ้ง อย่างนี้ก็เป็นศาลอำมาตย์ ไม่ใช่ประชาธิปไตยของประชาชน ผมมองไม่เห็นว่าจะมีประชาชนคนใดที่จะมาแก้รัฐธรรมนูญให้บ้าบอไปแบบนั้น เปลี่ยนรูปแบบการปกครองประเทศ ไม่มีสถาบันกษัตริย์เป็นประมุข ไม่มีครับ เรื่องนี้นึกเอาเองทั้งนั้น ฝ่ายประชาชนไม่มีใครคิดไกลไปถึงขนาดนั้น”

อดีตประธาน นปช. ระบุว่า รัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งประชาธิปไตยเข้ามาบริหารประเทศ แต่ก็ยังอยู่ในโครงสร้างที่มีอำมาตย์แวดล้อมอยู่ แต่อยากเตือนว่าถ้าอำมาตย์ยังต่อต้านประชาชนผ่านเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่อย่างนี้ ก็เท่ากับขัดขวางประชาธิปไตย ดังนั้นมันก็ต้องสู้กับประชาชน เพราะประชาชนไม่ได้หยุดนิ่งแล้ว

“ถ้าแก้รัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้ ผมว่านะ สงครามกลางเมือง คือ อนาคตของประเทศไทย มันมีการแยกประเทศกันแน่” วีระกานต์ ตอบกระชับ

ก่อนขยายความ “เวลาคุณจะจัดการกับ 3 จังหวัดภาคใต้ คุณยังจัดการไม่ได้เลย แล้วคุณจะสู้ในขอบเขตทั้งประเทศกับนักประชาธิปไตย 74 จังหวัดได้อย่างไร”

ไม่ได้ขู่ใช่ไหม? เจ้าตัวตอบทันที “ไม่ได้ขู่ นี่ผมอ่านสถานการณ์ ดูความร้อนแรงของคน ที่เขาระบายออกมานะ ... ถ้าไม่เป็นประชาธิปไตยก็แยกประเทศ เราต่างหากที่เคยห้ามเสมอว่า ... เฮ้ย (เน้นเสียง) พูดแบบนั้นไม่เอา เราต้องคอยห้ามตลอดเวลา แต่ว่าพอมันยาวนานเข้า เราก็ชักจะแพ้เขาในแง่ที่ว่า ฝ่ายอำมาตย์ยังไม่ต้องการประชาธิปไตย”

แล้วจุดแตกหักของการต่อสู้รอบใหม่ครั้งนี้คืออะไร? “มันไม่แตกหักเหมือนรบศึกในวันนี้พรุ่งนี้หรอก นี่มันสงครามประชาชน จะใช้เวลาหลายปี และเขามีความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น เขาจะแข็งข้อ จะไม่ยอมฝ่ายอำมาตย์แล้ว แต่มันจะไปยืดเยื้อตรงไหน จบตรงไหน ผมไม่รู้ด้วยแล้ว เพราะขนาดนี้ความคิดความอ่านของประชาชนเขาก็ไปไกลพอควร เรื่องที่จะให้เขายอม ผมดูแล้ว มันไม่มีทาง เขาเติบโตของเขาขึ้นมาโดยไม่ต้องอาศัยแกนนำแล้ว”

วีระกานต์ ยังประเมินว่า การต่อสู้เพื่อสร้างประชาธิปไตยขณะนี้ต้องใช้เวลา 10-20 ปี ตามวงจรของมัน ถ้านับจากปี 2549 ต้องถึงปี 2569 ถึงจะชนะกันเด็ดขาดโดยรูปแบบสันติวิธี จะไม่มีการแบ่งอำนาจกันแบบครึ่งๆ กลางๆ แน่

“ความคิดสุดขั้วมันอยู่ร่วมกันไม่ได้ คุณดูอย่างพม่าใช้เวลา 50-60 ปี ถึงจะมาเป็นประชาธิปไตย ของเราเริ่มต้นดีกว่าเขา แต่เราเดินถอยหลัง ตอนนี้เราใช้เวลาเคลียร์ความคิดกันอยู่ว่าจะเอาประชาธิปไตยไหม หรือจะเอาระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือจะเอาเผด็จการอำมาตย์ มันต้องใช้เวลาทำความเข้าใจกันอีก 20 ปี

การต่อสู้มันจะเสร็จเร็วไม่ได้หรอก เพราะไม่ใช่สงครามอาวุธ แต่เป็นสงครามความคิด สันติวิธี ปี 2569 มันจะสงบสุข คนจะรู้จัก เคารพกติกา เสียงข้างมาก มันจะถ่ายเลือดเก่าเกือบหมด แต่ถ้าเป็นเลือดใหม่ที่ไม่ได้รับรู้เหตุการณ์เชื่อมต่อก็ไม่ได้”

ถามไปว่าตัวแปรใหม่ที่มีผลต่อการเปลี่ยนถ่าย ดุลอำนาจครั้งนี้จะมีหรือไม่ วีระกานต์ ตอบว่า ถ้ามีก็อิทธิพลสากล การเปลี่ยนแปลงในอาเซียนและโลกอาหรับ อย่างเสื้อแดงที่เติบโตโดยไม่ต้องพึ่งแกนนำ แต่นัดชุมนุม นัดเลี้ยงหาทุนกันเอง ก็เป็นเรื่องการสื่อสารจากอิทธิพลข้างนอก

หลักการสร้างประชาธิปไตยอย่างถาวรในมุมมองวีระกานต์ ต้องสู้โดยสันติวิธี และขยายแนวคิดให้ได้เสียงข้างมาก ถึงจะเปลี่ยนแปลงราบรื่น ถาวร ที่สำคัญต้องไม่มีการล้างแค้นกัน ไม่ใช่ใครขึ้นมาก็มาล้างฝ่ายตรงข้าม พอฝ่ายตรงข้ามขึ้นก็ล้างกลับ อันนี้มันไม่ใช่

แย้งไปว่ารัฐบาลเพื่อไทยถูกมองว่ากำลังเอาคืนแบบทีใครทีมัน ไม่ต่างจากฝั่งคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) วีระกานต์ โต้ว่า เสื้อแดงยังไม่ได้กวาดล้างใครเลย เสื้อแดงปล่อยให้ทุกคนมีโอกาสปรับความคิด เปลี่ยนพฤติกรรม ก็ได้แต่พูดเท่านั้นเองว่าถ้ายังคิดจะผูกขาดอำนาจอยู่ ไม่ยอมให้ประชาชนมีเสียง มีความเสมอภาคกัน ประชาชนก็จะไม่ทนแล้ว เรายังไม่เคยกวาดล้างใคร ถ้าเป็นสมัยอื่น ป่านนี้ไปล้อมที่นั่นที่นี่ วุ่นไปหมดแล้ว นี่ก็เตือนกันไว้ ดึงกันไว้ เขาก็เข้าใจ

พรรคเพื่อไทยจะยิ่งใหญ่พร้อมเสื้อแดงอีกนานแค่ไหน อดีตประธานองค์กรเสื้อแดงผู้เจนสนามการเมือง ผ่านการต่อสู้มาหลายเหตุการณ์ในอดีตให้ข้อคิดว่า ไม่มีอะไรหนีกฎอนิจจังของโลกได้ เมื่อโตขึ้นก็ต้องล้มลง แล้วลุกขึ้นใหม่

“ใจผมคิดว่ารัฐบาลนี้น่าจะอยู่ครบเทอม ถ้าครบจริงๆ ก็คงไม่ฮอตจนพรรคอื่นสู้ไม่ได้ และกลับมาเบ่งชนะได้อีกสมัยเดียวก็เท่านั้น การเมืองมันไม่มีหรอกที่จะใครจะไปชอบพรรคใดอย่างไม่ลืมหูลืมตา จุดใหญ่ของรัฐบาลที่ต้องป้องกันคืออย่าให้เกิดเรื่องคดโกง ซึ่งมันป้องกันยากด้วย และถ้าบริหารไม่ครบเทอม มีปัญหาคาใจ หรืออาจไปสะดุดนโยบายบางอย่างจนเจ๊งไป คะแนนนิยมก็ลดลงเป็นธรรมดา ไม่มีใครที่จะโตขึ้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และระบอบประชาธิปไตยมันดีอย่างนี้ ที่ว่าคนมีโอกาสที่จะกลับใจเลือกได้ แต่พวกอำมาตย์มันห่วงไปคิดว่า ถ้ามันโตแล้วพวกเขาจะไปอยู่ที่ไหน พรรคประชาธิปัตย์ก็โง่ ไม่รู้จักสร้างความดีให้มาก เพราะคนก็คิดถึง ดันมาทำบ้าๆ บอๆ อย่างนี้ ในระยะใกล้แพ้แน่”

อีกเรื่องที่เจ้าตัวอยากฝากรัฐบาล คือ อย่าลุแก่อำนาจ ต้องเคารพประชาชน เช่น ถ้าพันธมิตรฯ อยู่ในกรอบกฎหมายก็ต้องดูแลเขาด้วย อย่าคิดว่าเขาเป็นศัตรูกับประชาชนจนกว่าเมื่อเขาละเมิดกฎหมาย และก็ต้องมีลำดับในการเตือน จนถึงขั้นตอนการจับกุมดำเนินคดี อย่าไปปราบปรามประชาชน หรือจัดการโดยไม่มีขั้นตอน ถ้าทำไปก็เจ๊ง ยังไงรัฐบาลก็ต้องดีกับประชาชน

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท