
เบื้องหลังปากกล้าขาสั่น ขย่มศาลดันรัฐธรรมนูญ
ที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 8มิ.ย. ยังไม่มีการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3
ที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 8มิ.ย. ยังไม่มีการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3
โดย สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้สั่งเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันที่ 12มิ.ย. หลังสมาชิกพรรคเพื่อไทยเสนอให้ลงมติเพื่อไม่รับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ กรณีสั่งให้ชะลอการลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญในวาระ 3 ออกไปก่อน แต่พรรคประชาธิปัตย์ได้คัดค้านอย่างหนัก
ทั้งนี้ สมศักดิ์ เกรงเหตุการณ์จะวุ่นวาย จึงสั่งพักการประชุม เพื่อให้คณะกรรมการประสานงาน หรือวิป 3 ฝ่าย ไปคุยเพื่อหาทางออก
ทว่า สุดท้ายตัวแทน 3 ฝ่าย หารือกันแล้วไม่สามารถหาข้อสรุปได้สมศักดิ์ จึงได้เลื่อนการประชุมออกไป
อย่างไรก็ตาม เหตุผลลึกๆ แล้วการเลื่อนการประชุมครั้งนี้ สาเหตุน่าจะมาจากที่พรรคเพื่อไทยประเมินว่าองค์ประชุมอาจไม่ครบ เนื่องจากทาง สว.บางส่วนได้เดินทางกลับบ้าน
ย้อนกลับมาที่ปมร้อน คือ หลายคนสงสัยว่าเหตุใดพรรคเพื่อไทยจึงเปิดหน้าชกศาลรัฐธรรมนูญเต็มแรงโดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม
เบื้องลึกเบื้องหลังเรื่องนี้ คือ แกนนำของพรรคกังวลว่าจะถูก ยุบพรรคอีก จึงปรากฏความเคลื่อนไหวว่าพรรคเพื่อไทยได้ปัดฝุ่น “พรรคเพื่อธรรม” ไว้เป็นพรรคสำรองแล้ว โดยให้ วัลลภ สุปริยศิลป์ อดีต สส.น่าน พรรคเพื่อไทย และเป็นผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 113รั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรค
ที่รุดหน้าไปกว่านั้น คือ มีการขีดเส้นให้มูลนิธิ 111 ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 444/1 ถนนนครสวรรค์ แขวงสี่แยกมหานาค เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ย้ายออกไปอยู่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ภายในวันที่ 8 มิ.ย. เพื่อจะปิดปรับปรุงอาคารดังกล่าวให้เป็นที่ทำการของพรรคเพื่อธรรม ซึ่งได้แจ้งสถานที่ตั้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้เป็นสถานที่ตั้งเดียวกับมูลนิธิ 111
ทั้งนี้ เพราะการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องไว้ตีความร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะลงมติในวาระ 3 ว่าเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยใช้ช่องทางตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ
ประเด็นสำคัญในมาตรา 68 ที่พรรคเพื่อไทยผวาเป็นที่สุด อยู่ในวรรค 3 ซึ่งกำหนดว่า “ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการเมืองใดยกเลิกการกระทำการตามวรรคสอง (คือใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างการปกครอง) ศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวได้”
เป็นสถานการณ์บีบบังคับให้พรรคเพื่อไทยต้องตัดไฟแต่ต้นลมอย่างเป็นกระบวนการทั้งนอกและในสภา เพื่อไม่ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยออกมาตามนั้น เพราะถ้าขืนนิ่งเงียบจะตั้งตัวไม่ทัน ขณะเดียวกันก็ได้ตีปลาหน้าไซไปด้วยในตัว
นอกสภาใช้พลังเสื้อแดงกดดัน ส่วน ในที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่8 มิ.ย. สส.พรรคเพื่อไทย ต่าง อภิปรายไม่ไว้วางใจศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ปมความไม่ชอบธรรมทางกฎหมาย และย้อนศรศาลหลายประเด็นแบบไม่ไว้หน้า
วัฒนา เมืองสุข สส.เพื่อไทย หยิบยกเรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2549 ยกคำร้องให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ 2540 จากกรณี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปราศรัยเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีพระราชทานตามมาตรา 7
“มาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญในอดีตมีเนื้อหาเดียวกับมาตรา 68 ในรัฐธรรมนูญ 2550 และครั้งนั้นศาลรัฐธรรมนูญมีความเห็นว่าการยื่นคำร้องดังกล่าวต้องผ่านการพิจารณาของอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ.พรรคการเมืองเท่านั้น บุคคลทั่วไปจะใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ได้” วัฒนา กล่าว
เช่นเดียวกับ สามารถ แก้วมีชัย อดีตประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 พยายามชี้ให้เห็นว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญไม่มีความชอบธรรม และใช้อำนาจก้าวก่ายฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะในบทบัญญัติในร่างแก้ไขดังกล่าวก็ได้ระบุว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐและการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะกระทำไม่ได้
พรรคประชาธิปัตย์ก็งัดเหตุผลปกป้องศาลรัฐธรรมนูญว่ามีอำนาจจะวินิจฉัยตามมาตรา 68
“5 คำร้องตามมาตรา 68 ไม่ได้เป็นการขอให้ยุบพรรคการเมืองแม้แต่นิดเดียว แต่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 2 แบบนี้จะเอามาเทียบเคียงกันไม่ได้” อภิสิทธิ์ ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวตอบโต้ วัฒนา
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังไม่จบลงง่ายๆ พรรคเพื่อไทยยังไม่กล้าโหวตหักศาลรัฐธรรมนูญ เพราะตามขั้นตอนเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านวาระ 3 แล้ว นายกรัฐมนตรีต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ซึ่งแน่นอนจะมีคำถามเกี่ยวกับความเหมาะสมซึ่ง พรรคเพื่อไทยอาจกลายเป็นฝ่ายตั้งรับเป็นได้
ที่สำคัญ ในอดีตฝ่ายนิติบัญญัติเคยผิดพลาดมาแล้วกรณีการแต่งตั้งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 9 คน ในยุคที่ “สุชน ชาลีเครือ” เป็นประธานวุฒิสภา ซึ่งครั้งนั้นมีปัญหาถกเถียงกันมากมายถึงปัญหาข้อกฎหมาย แต่ยังมีการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
ท้ายสุด อาสา สารสิน ราชเลขา ธิการ ตีตรา “ลับมาก” ถึงประธานวุฒิสภา มีใจความโดยสรุปว่า
“สำนักราชเลขาธิการพิจารณาแล้วเห็นว่าวุฒิสภาสมควรพิจารณาทบทวนแก้ไขเรื่องการสรรหา ป.ป.ช. ให้ถูกต้องต่อไป และสำนักราชเลขาธิการได้นำความกราบบังคมทูล พระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว”
ฉะนั้น อย่าได้แปลกใจ ทำไมเพื่อไทยยังไม่กล้าหักเวลานี้







