
ความขัดแย้ง "ประชาชน-รัฐสภา-ศาลรธน."
การปกครองแบบประชาธิปไตยที่ผ่านตัวแทนของอเมริกาได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยทางตรงมากขึ้นเมื่อร้อยปีที่แล้ว
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
การปกครองแบบประชาธิปไตยที่ผ่านตัวแทนของอเมริกาได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยทางตรงมากขึ้นเมื่อร้อยปีที่แล้ว จากการเปิดให้ประชาชนสามารถถอดถอนเจ้าหน้าที่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ในฝ่ายบริหารได้ และเปิดให้มีการหยั่งเสียงประชามติต่อการออกกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ รวมทั้งเปิดให้ประชาชนสามารถริเริ่มการออกกฎหมายได้เอง
การเปิดให้ประชาชนมีอำนาจทางการเมืองโดยตรงเช่นว่านี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของการเมืองอเมริกันที่ยอมให้เสียงข้างมากประชาชนอยู่เหนือบรรดานักการเมืองตัวแทนของพวกเขา โดยสามารถกำหนดกฎหมายเองได้โดยตรง และคัดค้านกฎหมายจากสภานิติบัญญัติได้
สำหรับบางกลุ่ม ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นนวัตกรรมทางการเมืองก็ว่าได้ และถือเป็นการท้าทายหลักการสำคัญที่ปฏิบัติกันต่อเนื่องมายาวนานนับแต่มีรัฐธรรมนูญอเมริกันในศตวรรษที่สิบแปด อย่างไรก็ตาม แม้ว่านวัตกรรมการปฏิรูปทางการเมืองนี้จะดูก้าวหน้าให้ประชาชนสามารถใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรงได้เข้มข้นมากขึ้น กระนั้นการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ก็มิได้ไปล้มล้างสถาบันตัวแทนไปเสียเลยทั้งหมด อีกทั้งยังไม่ได้นำไปสู่สิ่งที่รัฐบุรุษอเมริกันอย่าง เจมส์ เมดิสัน เรียกว่า “ประชาธิปไตยบริสุทธิ์” (Pure Democracy) “ประชาธิปไตยบริสุทธิ์” หมายถึง ประชาธิปไตยทางตรงที่ปรากฏในนครรัฐเอเธนส์นั่นเอง อันเป็นประชาธิปไตยที่ไม่น่าพึงปรารถนาในสายตาของปัญญาชนผู้ร่างรัฐธรรมนูญอเมริกัน เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการเป็นการปกครองของฝูงชนไร้ระเบียบบ้าคลั่ง (Mob Rule)
ที่ว่ายังไม่ได้นำไปสู่ประชาธิปไตยทางตรงเสียทีเดียว เพราะการปฏิรูปทางการเมืองดังกล่าวที่กำหนดในธรรมนูญของมลรัฐให้ประชาชนสามารถใช้อำนาจทางการเมืองโดยตรงคู่ขนานกันไปกับการใช้อำนาจนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการนั้น ได้ก่อให้เกิดระบบที่เป็นส่วนผสมทั้งประชาธิปไตยตัวแทนและประชาธิปไตยทางตรงในเวลาเดียวกัน
การพัฒนาเข้าสู่การปกครองแบบผสมเป็นการเปิดช่องทางที่เป็นทางการและถูกต้องตามกฎหมายให้ประชาชนสามารถใช้อำนาจทางการเมืองตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจทางการเมืองของตัวแทนที่พวกเขาเลือกไปได้ เพราะถ้าไม่มีช่องทางที่ว่านี้ แน่นอนว่าประชาชนก็ย่อมต้องหันไปใช้วิธีการการชุมนุมประท้วงต่อต้านในที่สาธารณะ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องมาชุมนุมกันมากและนานเท่าไรถึงจะสัมฤทธิผล
แม้ว่าอาจเป็นเรื่องดีและดูเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นที่ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจทางการเมืองของผู้แทนของตนได้ เพราะมิฉะนั้นแล้ว ประชาธิปไตยแบบตัวแทนก็จะมีปัญหาดังที่ รุสโซ นักคิดทางการเมืองฝรั่งเศสในศตวรรษที่สิบแปดได้วิจารณ์การปกครองแบบตัวแทนไว้ว่า สำหรับประชาชนในระบอบนี้ “พวกเขาเสรีเพียงแค่ระหว่างการเลือกตั้งสมาชิกสภา ทันทีที่เลือกตั้งเสร็จ พวกเขาก็เป็นทาส ไม่มีอะไรเลย เมื่อดูจากวิธีที่พวกเขาใช้อิสรภาพที่มีในระยะเวลาสั้นๆ นั้นแล้วก็สมควรอยู่หรอกที่จะสูญเสียมันไป” การเปิดช่องทางดังกล่าวจึงเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนสามารถเป็นขั้วตรงข้ามและคู่ขัดแย้งกับตัวแทนที่เขาเลือก แต่ไม่ทำตามที่สัญญา (หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวแทนที่พวกเขาไม่ได้เลือก!)
อย่างไรก็ตาม การใช้อำนาจการเมืองของประชาชนในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของนักการเมืองผู้เป็นตัวแทนในสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการคัดค้านออกกฎหมายของสภานิติบัญญัติยังต้องเผชิญกับอำนาจฝ่ายตุลาการในการตีความการคัดค้านการออกกฎหมายของประชาชน เพราะในขณะที่การเปิดให้ประชาชนสามารถรวมตัวกันลงชื่อในการเสนอออกกฎหมายได้ย่อมหมายถึงการยอมรับมติมหาชนเสียงข้างมากโดยตรงในกระบวนการนิติบัญญัติ แต่ส่วนหนึ่งของขอบเขตภาระอำนาจหน้าที่ของตุลาการรัฐธรรมนูญ (Judicial Review) ก็คืออำนาจในการทัดทานเสียงข้างมากของประชาชนหรือเจตจำนงของประชาชนได้ หากเจตจำนงของเสียงข้างมากนั้นมุ่งไปทิศทางที่ขัดต่อหลักการประชาธิปไตยหรือขัดต่อหลักการของรัฐธรรมนูญหรือไปในทางที่ไร้เหตุผล (Unconstitutional and Unwise) ทั้งนี้มิพักต้องพูดถึงอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญในการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
แต่แน่นอนว่า สถาบันทางการเมืองทุกสถาบันในระบอบประชาธิปไตยจะต้องอยู่ในเงื่อนไขของการถูกตรวจสอบและถ่วงดุลได้เสมอ มิฉะนั้นแล้ว สถาบันที่ตรวจสอบไม่ได้จะกลายเป็นสถาบันที่มีอำนาจมากเกินไป และนำไปสู่การฉ้อฉลใช้อำนาจตามอำเภอใจ ดังนั้น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก็ต้องอยู่ในสถานะที่ถูกตรวจสอบถ่วงดุลได้เช่นกัน หากวิจารณญาณของตุลาการรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญและไร้เหตุผล (Unconstitutional and Unwise) โดยมาตรา 209 และ 274 ของรัฐธรรมนูญฉบับผลพวงเผด็จการเปิดทางให้มีการถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญและตุลาการศาลฯ ได้
แต่ถ้าสาเหตุของการถอดถอน คือ มีคนเห็นว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตีความรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญและไร้เหตุผล ก็หมายความว่า ประชาชนหรือคณะบุคคลหรือองค์กรที่ลงชื่อถอดถอนได้กระทำหน้าที่แทนศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว
ในที่สุด คำถามสำคัญก็คือ แล้วจะมีศาลรัฐธรรมนูญไปเพื่ออะไร? หากคนเหล่านั้นเข้าใจรัฐธรรมนูญและตีความรัฐธรรมนูญถูกต้องชอบธรรมและมีอำนาจมากกว่าศาลรัฐธรรมนูญ เราจะแก้ปัญหาวังวนนี้ได้อย่างไร? เราคงต้องหันมาถกเรื่องนี้กันอีกเร็วๆ นี้!







