
ศึก"อำนาจ"ศาล รธน.
2 กลุ่มการเมืองได้จัดเวทีแสดงจุดยืนต่ออำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่รับคำร้องให้วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ของรัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่โรงแรมสยามซิตี มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
2 กลุ่มการเมืองได้จัดเวทีแสดงจุดยืนต่ออำนาจศาลรัฐธรรมนูญที่รับคำร้องให้วินิจฉัยว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ของรัฐสภาขัดต่อรัฐธรรมนูญ ที่โรงแรมสยามซิตี มีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้
กลุ่มแรก สถาบันศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตยได้จัดเสวนาในช่วงเช้า เรื่อง “อำนาจในการบัญญัติรัฐธรรมนูญอยู่ที่ใคร?” สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เหตุผลของศาลรัฐธรรมนูญค่อนข้างมีปัญหา เพราะมีการถกเถียง 3 เรื่อง คือ 1.ช่องทางที่รับเรื่องว่าประชาชนยื่นได้หรือไม่ 2.สภาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และ 3.อำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ แต่เรื่องนี้สะท้อนการช่วงชิงการนำอำนาจทางการเมืองระหว่างฝ่ายรัฐสภากับตุลาการ ที่เป็นความขัดแย้งทางการเมืองตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี 2540–2550
ลิขิต ธีรเวคิน ราชบัณฑิต สาขาวิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กล่าวว่า มาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ บัญญัติชัดเจนว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาต้องส่งให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน และเจตนารมณ์ของมาตรานี้จะต้องผ่านอัยการสูงสุด อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญไม่สามารถใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาคุ้มครองชั่วคราวออกคำสั่งกับรัฐสภา เพราะมีศักดิ์น้อยกว่ารัฐธรรมนูญ
ลิขิต กล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระ 3 นั้น ทำไม่ได้แน่นอน หากสภาปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้นถือว่ามีความผิดแน่ เพราะจงใจละเมิดรัฐธรรมนูญ และทำผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา157
ขณะที่ กลุ่มสยามสามัคคี ได้แถลงข่าวในช่วงบ่าย เรื่อง “ค้านล้มศาลรัฐธรรมนูญ” โดย พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สว.สรรหา พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายสยามสามัคคี 40 องค์กร ได้อ่านแถลงการณ์ของกลุ่มว่า การกระทำของรัฐบาลแสดงถึงเจตนาในการใช้อำนาจเผด็จการรัฐสภา โดยไม่เป็นไปตามหลักนิติธรรม เพื่อล้มล้างอำนาจความเป็นอิสระในการทำหน้าที่ของตุลาการ และสถาปนาอำนาจนักการเมือง กลุ่มทุนสามานย์ให้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ควบคุมการใช้อำนาจอธิปไตย ทั้งบริหาร นิติบัญญัติ ตุลาการ ไว้ภายใต้อาณัติของตนเองทั้งหมด
สยามสามัคคี จึงขอเป็นกำลังใจให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในการปกป้องและสร้างความมั่นคงในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข และขอให้พรรคการเมือง นักการเมือง และพวกพ้อง ยุติการกระทำอันเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
ขณะที่ สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 พูดถึงหลักนิติธรรมเป็นฉบับแรก กับหลักนิติรัฐ ซึ่งเป็นหลักเดียวกัน เป็นความพยายามสถาปนาหลักการนี้ขึ้นในไทย คือ ให้ทุกคนยึดถือกฎหมายเป็นสำคัญ ฝึกคนในประเทศให้มีวินัย เคารพกฎหมาย จนกว่าจะเห็นว่ากฎหมายใดไม่ดี ไม่ถูกต้อง ก็เสนอแก้ไขกฎหมาย แต่ไม่ใช่ทำลายกฎหมาย
สมคิด กล่าวว่า นักกฎหมายต้องวางตัวให้เหมาะสม ตีความกฎหมายในทิศทางที่ควรจะเป็น อาจจะต่างกันก็ไม่เป็นไร แต่ถ้ารู้อยู่แล้วว่าไม่ใช่แบบนี้แต่ยังดื้อจะไปทำอีก อย่างนี้มีปัญหา สิ่งที่นักกฎหมาย อาจารย์กฎหมายควรจะทำ คือ ชี้ให้คนเห็นว่าคำพิพากษาไม่ถูกต้อง ต้องยุติ นี่คือหน้าที่นักกฎหมาย แต่ถ้าเลยจากนี้ ไปบอกว่าสภาไม่ต้องฟังคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญเพราะผิด ต่อไปจะมีคนบอกว่า ไม่ต้องฟังสภา ไม่ต้องฟังรัฐบาล เพราะสิ่งที่ออกมามันผิด จะเกิดโกลาหล ความปั่นป่วน ระบบไร้รัฐ ไร้กฎหมาย ระบบนิติรัฐที่นักกฎหมายพยายามสร้างจะล้มเหลวโดยสิ้นเชิง







