
ดอกเบี้ยแพงรัฐอ่วมแบกต้นทุนกู้
เป็นที่คาดการณ์กันมาตั้งแต่ต้นปี 2555 แล้วว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้น
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
เป็นที่คาดการณ์กันมาตั้งแต่ต้นปี 2555 แล้วว่า แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในประเทศจะมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้ดีจากปีก่อนเป็นสำคัญ
จะมีก็แต่รัฐบาลเท่านั้นที่สวนตลาดต้องการดึงอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำกว่าที่ควร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พองโต จะได้เคลมเป็นผลงานของรัฐบาลว่ามีฝีมือบริหารเศรษฐกิจได้เยี่ยม
เช่นเดียวกับกระทรวงการคลัง ที่จับมือกับรัฐบาลกดดันธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ลดอัตราดอกเบี้ยให้มากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะคลังเป็นผู้กู้รายใหญ่ การที่ลดดอกเบี้ยลงย่อมส่งผลทำให้ต้นทุนการกู้เงินถูกลงไปด้วย
ในทางตรงข้าม หากดอกเบี้ยยังทรงตัวในระดับสูง กระทรวงการคลังที่ต้องกู้จำนวนมากย่อมแบกต้นทุนจำนวนมหาศาลไปด้วย
นั่นจึงเป็นที่มาความไม่ลงรอยของรัฐบาลและกระทรวงการคลังกับธนาคารของไทย ที่ด้านหนึ่งต้องการกระตุ้นและลดต้นทุนเป็นสำคัญ ขณะที่อีกด้านหนึ่งต้องการรักษาเสถียรภาพให้เดินเคียงคู่กับการขยายตัวเศรษฐกิจแบบมีคุณภาพ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาน้ำท่วมที่ผ่านมา ธปท.ได้ผ่อนปรนลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงปลายปี 2554 และต้นปี 2555 มาอยู่ที่ระดับ 3% ต่อปี เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการชั่วคราว
หลังจากนั้นมีการประเมินกันว่า ธปท.จะทรงอัตราดอกเบี้ย และจะปรับเพิ่มขึ้นในปลายปีหรือต้นปีหน้า จากเศรษฐกิจที่เริ่มขยายตัวกลับมาดีอีกครั้ง ประกอบการดูแลอัตราเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องให้อยู่ในกรอบ 0.53% ต่อปี
แนวโน้มดังกล่าวทำให้กระทรวงการคลังออกมาโวย ธปท.อีกครั้ง ว่าบริหารตลาดเงินทำให้รัฐบาลต้องแบกต้นทุนการกู้เงินมากกว่าที่ควรเป็น
กระทรวงการคลัง มองว่า นอกจาก ธปท. ไม่ยอมลดดอกเบี้ยนโยบายได้มากอย่างที่ใจต้องการแล้ว ยังมีการดูดซับสภาพคล่องมากเกินไป ทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดปรับตัวสูงกว่าที่ควรเป็นหากว่าตามข้อเท็จจริง อัตราดอกเบี้ยในตลาดที่ปรับเพิ่มขึ้น ไม่ได้มาจากการบริหารนโยบายการเงินของ ธปท.เพียงอย่างเดียว
เพราะหากดูการขยายตัวของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ ที่สภาพคล่องของระบบธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสแรกมีสัญญาณตึงตัวขึ้น โดยสัดส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากของธนาคารพาณิชย์เพิ่มขึ้นเป็น 90.2% จาก 89.9% เมื่อสิ้นปี 2554 แสดงให้เห็นว่ามีความต้องการสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญกดดันให้ดอกเบี้ยเริ่มขยับขึ้น
สอดคล้องกับที่ อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ออกมาเปิดเผยว่า สภาพคล่องส่วนเกินในระบบธนาคารพาณิชย์เริ่มปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 89 แสนล้านบาท จาก 1.21.4 ล้านล้านบาทในปี 2554 เนื่องจากการเร่งตัวของสินเชื่อที่เริ่มสูงขึ้น
สภาพคล่องที่ลดลงทำให้ธนาคารพาณิชย์หนีไม่พ้นต้องเปิดมหกรรมแย่งเงินฝากรอบใหม่มาเสริมสภาพคล่อง เพราะถือว่าใครไวกว่าย่อมได้ของถูกกว่า และไม่มีไครอยากตกขบวนของถูกไปซื้อของแพง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้อนาคตอันใกล้ ธนาคารพาณิชย์จะมีการปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยดูดเงินฝากแข่งกัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ทำให้ต้องไปขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอีกขาหนึ่ง ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของธุรกิจธนาคารพาณิชย์อยู่แล้ว ที่ไม่ยอมขาดทุนกำไรไปง่ายๆ
นอกจากนี้ นโยบายของรัฐบาลในการเพิ่มการเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝากจากธนาคารพาณิชย์จาก 0.4% เป็น 0.47% เป็นอีกสาเหตุหนึ่งทำให้ธนาคารพาณิชย์ปรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยต้นทุนเงินฝากที่เพิ่มขึ้น 7 สตงค์ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ธนาคารพาณิชย์จะถูกกดันจากรัฐบาลไม่ให้ผลักภาระดังกล่าวให้ลูกค้า
แต่ก็ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า รัฐบาลไม่มีอำนาจเข้าไปแทรกแซงการกำหนดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ได้ ซึ่งความผิดพลาดนี้รัฐบาลต้องแอ่นอกรับไปเต็มๆ ว่า มีส่วนทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดเพิ่มขึ้น ไม่ใช่จะโทษการทำงานของธปท. เพียงอย่างเดียว
การเสียท่าธนาคารธนาคารพาณิชย์ของรัฐบาลที่ไปเก็บค่าธรรมเนียมเงินฝาก 0.47% ทำให้รัฐขาดแขนขาที่จะใช้แบงก์รัฐดึงดอกเบี้ยเงินฝาก เงินกู้ เป็นการถ่วงดุลกับธนาคารพาณิชย์
เพราะนอกจากโดยเก็บค่าธรรมเนียมแล้ว แบงก์รัฐยังเข้าเนื้อจากโครงการประชานิยมพักหนี้ดีสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท ทำให้เป็นอแบงก์ที่แขนขาอ่อนแรง ไม่มีกำลังช่วยรัฐในการดำหนดทิศทางดอกเบี้ยในตลาดได้ดีเหมือนในอดีต ที่เมื่อแบงก์พาณิชย์เริ่มขยับดอกเบี้ย แบงก์รัฐก็จะเป็นตัวดึงให้ไม่ปรับขึ้น หรือ ปรับขึ้นช้าลง
ที่สำคัญการกู้จำนวนมหาศาลของรัฐบาล เป็นแรงกดดันที่สำคัญทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีแต่ทรงกับขึ้น เพราะธนาคารพาณิชย์รู้ว่ารัฐต้องกู้เงินจำนวนก้อนใหญ่ ก็ระดมเงินฝากเตรียมปล่อยกู้รัฐกันเต็มเหนี่ยว เพราะดอกเบี้ยก็ดี ความเสี่ยงก็ไม่มี
โดยแผนการกู้ของรัฐบาล แต่ละก้อนเป็นจำนวนแสนล้านบาท ตั้งแต่การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลปีงบประมาณ 2555 จำนวน 4 แสนล้านบาท
การกู้เงินจากการออก พ.ร.ก.พัฒนาบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท พ.ร.บ.กู้เงินตั้งกองทุนประกันภัยจำนวน 5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีคิวกู้ของงบประมาณปี 2555 ที่ต้องกู้เงินชดเชยขาดดุลงบประมาณอีก 3 แสนล้านบาท เมื่อนำมารวมกันจะเห็นว่าในช่วง 2 ปีนี้ รัฐบาลต้องกู้เงินรวมกันเป็นก้อนโตถึง 1.1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้ภายในประเทศทั้งหมด เป็นจำนวนกู้เงินที่มากกว่าสภาพคล่องส่วนเกินที่ธนาคารพาณิชย์มีอยู่ในขณะนี้แค่ 9 แสนล้านล้านบาท
เมื่อสัญญาณชัดเจนว่า การกู้เงินมีมากกว่าเงินที่จะให้กู้ ทิศทางของดอกเบี้ยในประเทศจึงมีแต่ขาขึ้น ไม่ใช่ขาลงอย่างที่รัฐบาลพยายามโหมตีฆ้องป่าวประกาศอยากให้เป็นอย่างแน่นอน
การกู้ดังกล่าวยังไม่รวมกับกู้เงินนอกงบประมาณ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงินไปรับจำนำข้าว 23 แสนล้านบาทในปีแรก และจะต้องกู้จำนำรอบใหม่ไม่น้อยกว่ารอบแรกในไม่ช้านี้
ยังมีการกู้เงินอีกจำนวน 3 หมื่นล้านบาท เพื่อไปโปะเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลต้องกู้อีกกี่หมื่นล้านบาท หรือการกู้อีก 3 หมื่นล้านบาท เพื่อมาโปะโครงการรถคันแรกในปีหน้า ที่ต้องเริ่มจ่ายเงินคืนซื้อรถคันแรก
นอกจากนี้ ภาพรวมของการทำงบประมาณรายจ่ายปีต่อไปก็ยังขาดดุลต่อเนื่องอีกหลายปี จากแผนการก่อหนี้ของประเทศ ประเมินว่า หลังจากปีงบประมาณ 2556 ขาดดุล 3 แสนล้านบาท ปีงบประมาณยังต้องกู้ชดเชยขาดดุลอีก 2 แสนล้านบาท ปีงบประมาณ 2557 ต้องกู้ขาดดุล 1 แสนล้านบาท
การกู้ทั้งหลายทั้งปวงรวมกันสูงถึงเกือบ 2 เท่าของสภาพคล่องที่ธนาคารพาณิชย์มีอยู่ในระบบ และเมื่อรัฐบาลเป็นเหมือนหมูในอวย และธนาคารพาณิชย์เหมือนเป็นเสือนอนกิน สามารถโขกดอกเบี้ยรัฐบาลได้ตามใจชอบ เพราะอย่างไรก็ต้องกู้ธนาคารพาณิชย์เป็นหลัก
รัฐบาลจะหนีไปกู้นอกประเทศตอนนี้ก็เป็นไปได้ยาก แม้ว่าดอกเบี้ยจะถูก แต่เมื่อหักกลบกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ประเมินได้ยากขณะนี้ เห็นทีได้ไม่คุ้มเสีย การกู้ในประเทศคิดหน้าคิดหลังแล้วก็ยังถูกกว่าการกู้ต่างประเทศ
ภาพรวมแนวโน้มดอกเบี้ยภายในประเทศ จึงมาจากการขยายตัวสินเชื่อภาคเอกชนมากขึ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น และการระดมกู้จำนวนมากจากรัฐบาล ทั้งสองปัจจัยถือเป็นตัวเร่งให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในช่วงขาขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้
ขณะที่การดำเนินนโยบายการเงินของ ธปท. เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ทำให้อัตราดอกเบี้ยไม่ลดมากไปกว่านี้ เพราะนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ออกมายืนยันว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 3% ต่อปี ถือว่าต่ำมากเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคนี้แล้ว
ที่สำคัญอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว เมื่อหักลบกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูง ยังทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ 0.5% นั้นหมายความว่าคนรายได้น้อย ฝากเงินกินดอกเข้าเนื้อ เงินไม่งอดแถมหดอีกต่างหาก ดังนั้นการลดอัตราดอกเบี้ยลงอีกจึงเป็นเรื่องอยาก เพราะจะยิ่งเป็นการซ้ำเติมคนที่ประทั้งชีวิตจากดอกเบี้ยเงินฝากถูกสูบเลือดมากเข้าไปอีก
นอกจากนี้ปัจจัยต่างประเทศ ก็ยังมีส่วนทำให้อัตราดอกเบี้ยพุ่งสูงขึ้นเช่นเดียวกัน มีการประเมินกันว่าวิกฤตเศรษฐกิจในยุโรป ที่ตอนนี้อยู่ในประเทศกรีซเอาไม่อยู่ ลามไปประเทศสเปน และอีกหลายประเทศ หากยุโรปมีปัญหาล้มละลายไปในที่สุด จะทำให้สภาพคล่องในโลกหายวูบไปถึง 1 ใน 3 ของโลก
และเมื่อถึงจุดนั้นดอกเบี้ยทั้งโลกจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งนั้นหมายดอกเบี้ยของไทยก็ต้านไม่อยู่ต้องปรับตามขึ้นไปด้วย ถึงแม้ว่า ธปท. จะปล่อยสภาพคล่องเข้ามาในระบบเพิ่ม ก็ทำแต่ประทั้งเลี้ยงไม่ให้อัตราดอกเบี้ยขึ้นเร็วจนเกินไปจนเศรษฐกิจปรับตัวไม่ทัน แต่จะอัดฉีดเข้ามาจนทำให้อัตราดอกเบี้ยในตลาดลดวูบเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
ปรากฏการณ์ต่างๆ ทำให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทยตึงตัวและปรับสูงขึ้น ถือเป็นกลไกตลาดอย่างที่นายแบงก์พาณิชย์ทุกคนออกมายืนยันเสียงเดียวกันว่าไม่มีกลไกอะไรผิดปกติ การขึ้นลงของดอกเบี้ยในตลาดเป็นไปตามความต้องการกู้เงิน
เรียกได้ว่ามีคนต้องการกู้มาก ดอกเบี้ยก็ต้องแพงขึ้น และวันนี้รัฐบาลเป็นผู้กู้รายใหญ่ของประเทศ ทั้งกู้มากกู้เร็วภายใน 12 ปี ทำให้เป็นตัวเร่งอัตราดอกเบี้ยทั้งตลาดพุ่งขึ้นเร็วตามไปด้วย
วันนี้ดอกเบี้ยแพง รัฐบาลต้องแบกต้นทุนจำนวนมหาศาล เป็นเรื่องโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เป็นการบริหารนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลเองที่ทำให้ดอกเบี้ยไม่ยอมลง จนภาคเอกชนต้องรับกรรมกู้เงินแพงไปด้วย เพราะรัฐบาลมาแย่งกู้เสียเอง







