
จับตา มะกัน-จีน-ยุโรป ผนึกกระตุ้นเศรษฐกิจ
แม้ว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะไม่กล้าแหกกฎเรื่องความเป็นกลาง โดยประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมที่ 1%
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ว่าธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะไม่กล้าแหกกฎเรื่องความเป็นกลาง โดยประกาศคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับเดิมที่ 1% กระนั้นตลาดทุนโลกก็ยังดีดตัวขึ้นกันอย่างถล่มทลาย โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐ ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์บวกได้ถึง 287 จุด หรือ 2.4% ซึ่งเป็นการปรับบวกภายในวันเดียวที่ดีดตัวได้แรงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เช่นเดียวกับฟากฝั่งตลาดหุ้นเอเชียที่ดัชนีสำคัญๆ ปรับตัวบวกกันได้อย่างถ้วนหน้า
เหล่านี้คือสัญญาณการมองข้ามช็อตของนักลงทุนทั่วโลกว่า จะช้าหรือเร็วบรรดาเสาเศรษฐกิจสำคัญๆ ของโลก ทั้งฝั่งยุโรป สหรัฐ และเอเชีย ก็ต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจกันออกมาไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง
เพราะวิกฤตการณ์ยุโรปในวันนี้ได้ซึมลึกลากยาว และส่งผลกระทบเป็นวงกว้างจนไม่มีใครหนีพ้นได้อีก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนผ่านตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงในทุกประเทศ การค้าเริ่มชะลอตัวลง และอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งแนวโน้มด้านลบที่อาจรุนแรงขึ้นเช่นนี้เองที่ทำให้รัฐบาลแต่ละประเทศ ไม่อาจนิ่งเฉยรอการแก้ปัญหาของยุโรปแต่เพียงฝ่ายเดียวได้
ฝั่งสหรัฐนั้นดูจะเป็นความหวังของตลาดทุนมากที่สุดในเวลานี้ นักวิเคราะห์หลายฝ่ายระบุตรงกันว่า การตอบรับของตลาดทุนเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ไม่ใช่เสียงตอบรับต่ออีซีบี แต่เป็นการคาดหวังต่อธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด ซึ่งน่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาทางใดทางหนึ่งระหว่างการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินในวันที่ 19–20 มิ.ย.นี้
แม้ว่าสหรัฐจะมีปัญหาหนี้สาธารณะไม่น้อยหน้าชาติใด โดยคาดว่าจะมีหนี้ต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นถึง 70% ในปีนี้ หรือราว 15.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 485 ล้านล้านบาท) ทว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่เชื่องช้าเกินคาดกับจีดีพีไตรมาสแรกของปีนี้ที่โตได้เพียง 1.9% จากคาดการณ์เดิมที่ 2.2% บวกกับอัตราการว่างงานเดือน พ.ค. ที่กลับมาเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบเกือบ 1 ปี อยู่ที่ระดับ 8.2% กำลังเป็นแรงกดดันสำคัญให้รัฐบาลต้องดำเนินมาตรการบางอย่าง ก่อนจะถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือน พ.ย.นี้
สอดคล้องกับที่ เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการเฟด เคยกล่าวเอาไว้เมื่อเดือน เม.ย. ว่า เฟดอาจตัดสินใจดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกครั้ง หากอัตราการว่างงานไม่ได้ลดลงจนอยู่ในระดับที่ช่วยให้ประเทศสามารถฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้
บรรดานักวิเคราะห์คาดว่ามาตรการที่เฟดจะเลือกใช้ อาจไม่ใช่การผ่อนปรนเชิงปริมาณ (QE) รอบที่ 3 แต่น่าจะเป็นการขยายอายุมาตรการ Operation Twist หรือการขายพันธบัตรระยะสั้นเพื่อซื้อพันธบัตรระยะยาวแทน ซึ่งโครงการนี้กำลังจะสิ้นสุดลงในปลายเดือน มิ.ย.
ส่วนในฟากพญามังกรจีนนั้น ล่าสุดได้ส่งสัญญาณ “เอาจริง” กับการป้องกันวิกฤตการณ์ยูโรโซนที่กำลังลุกลามขึ้นแล้ว ด้วยการประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงครั้งแรกในรอบ 4 ปี โดยธนาคารกลางจีนจะลดอัตราดอกเบี้ยกู้ยืมและอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลง ชนิดละ 0.25% ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยกู้ยืมลดลงมาอยู่ที่ 6.31% มีผลตั้งแต่วันศุกร์ที่ 8 มิ.ย. เป็นต้นไป
ท่าทีล่าสุดนี้ซึ่งมีขึ้นตามมาติดๆ หลังจากที่รัฐบาลจีนสั่งให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หามาตรการรองรับกรณีที่วิกฤตยูโรโซนเลวร้ายลง ได้สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า จีนเป็นกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจโลกในวันนี้ และแนวโน้มในวันข้างหน้ามากเพียงใด
ก่อนหน้านี้ จีนได้เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศไปแล้วก่อนใครเพื่อน เริ่มจากการผ่อนปรนให้ธนาคารพาณิชย์ลดสัดส่วนการกันสำรองความเสี่ยงลงตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา และเพิ่มดีกรีขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจขึ้นไปอีก ด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้าน อาทิ การอนุมัติโปรเจกต์ก่อสร้าง 254 โครงการใหม่ในเดือน เม.ย. วงเงินนับหมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และการอนุมัติโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตเหล็กในท้องถิ่น 2 แห่ง วงเงิน 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.45 แสนล้านบาท) เมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค.
อย่างไรก็ตาม การกระตุ้นของจีนในครั้งนี้ไม่อาจเป็นปัจจัยบวกช่วยเศรษฐกิจทั้งโลกไปด้วยเหมือนในปี 2551–2553 เนื่องจากการกระตุ้นครั้งก่อนซึ่งใช้วงเงินไปถึง 4 ล้านล้านหยวน ได้สร้างภาระหนี้มหาศาล และยังกระตุ้นให้เกิดฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์จนถึงปัจจุบัน ทำให้จีนต้องพิจารณาการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหม่อย่างรอบคอบมากขึ้น
ข้อจำกัดของจีนในครั้งนี้เองที่ทำให้หลายประเทศต้องหาทางช่วยเหลือตัวเอง ด้วยการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านต่างๆ เพื่อให้สามารถลดผลกระทบจากวิกฤตการณ์ยูโรโซนให้ได้มากที่สุด อาทิ บราซิล ซึ่งเพิ่งจะประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 0.5% เป็นครั้งที่ 7 ติดต่อกัน ทำให้อัตราดอกเบี้ยลงมาอยู่ที่ระดับ 8.5% หรือต่ำสุดเป็นประวัติการณ์
ส่วนทางด้านออสเตรเลียนั้น แม้จะมีทิศทางเศรษฐกิจที่ดีสวนทางกับหลายประเทศ โดยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจโตได้เพิ่มขึ้นถึง 4.3% ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ทว่ารัฐบาลออสเตรเลียก็ดำเนินนโยบายที่ไม่ประมาท โดยได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% มาอยู่ที่ระดับ 3.5% เมื่อต้นเดือน มิ.ย. โดยถือเป็นมาตรการล่วงหน้าเพื่อป้องกันผลกระทบที่จะตามมาในช่วงครึ่งปีหลังนี้
ขณะที่ฟากฝั่งต้นตอของปัญหาอย่างในยุโรปเองนั้น ก็กำลังพิจารณาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจบางส่วนให้สามารถเติบโตได้ ควบคู่ไปกับมาตรการรัดเข็มขัดเพื่อลดงบประมาณขาดดุลอย่างเคร่งครัด หลังจากเยอรมนีได้รับแรงกดดันอย่างหนักให้ผ่อนคลายท่าทีที่เข้มงวดลง เพื่อให้ทุกฝ่ายสามารถร่วมกันแก้ปัญหาไปได้อย่างเป็นเอกภาพ
มีรายงานว่าเยอรมนีได้ร่างแผนที่จะช่วยให้เศรษฐกิจยุโรปสามารถเติบโตได้แล้ว โดยเตรียมเสนอต่อที่ประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปในเดือน มิ.ย.นี้ ซึ่งจะมีการปฏิรูปโครงสร้างในหลายด้าน และจะนำเงินจากกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่แล้วมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ยุโรปในภาพรวมสามารถเดินหน้าแก้ปัญหาร่วมกันต่อไปได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการแยกตัวของสมาชิกชาติใดชาติหนึ่ง ซึ่งอาจฉุดให้กลุ่ม 17 ประเทศยูโรโซนต้องแตกสลาย หรืออาจลุกลามไปถึง 27 ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปด้วย
แต่ละประเทศในวันนี้จึงอยู่ในสถานะที่ต้องเตรียมรองรับผลกระทบด้านลบ และต้องเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจกันเอง โดยที่ไม่อาจพึ่งพาประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเหมือนที่ผ่านมาได้อีกต่อไป
ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดว่า ประเทศใดจะเหลือศักยภาพทางการเงินการคลัง ให้สามารถกระตุ้นการใช้จ่ายได้มากน้อยกว่ากันเท่านั้น







