
เปิดใจ"วสันต์"ศาลรธน.ทำอะไรก็ผิดหมด
เปิดใจศาลรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง คำต่อคำ “วสันต์” ทำอะไรก็ผิดไปหมด
เปิดใจศาลรัฐธรรมนูญ ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง คำต่อคำ “วสันต์” ทำอะไรก็ผิดไปหมด
โดย..นิติพันธุ์ สุขอรุณ
นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดใจกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องร้องเรียนจากคณะบุคคลกล่าวหา รัฐบาล คณะรัฐมนตรี สส.และสว. ว่ากระทำการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เมื่อวันที่6มิ.ย.55
นายวสันต์ กล่าวว่า เป็นการรับเรื่องตามข้อกล่าวอ้างตามคำร้อง เหมือนเขาฟ้องว่าคุณไปฆ่าคนตาย ไม่ได้แปลว่าคุณฆ่าจริงหรือไม่จริง ไม่ใช่ว่าฟ้องแล้วผิดทันที ดังนั้นกรณีผู้ร้องกล่าวหาว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญในลักษณะนี้ จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นอย่างอื่น ท่านว่าเป็นเรื่องใหญ่หรือไม่ ส่วนจริงเท็จอย่างไรขณะนี้ยังไม่ทราบ เพราะผู้ร้องบอกว่ามีเจตนาแอบแฝงซ้อนเร้นอยู่ภายใน
ทั้งนี้ ผู้ร้องก็ได้ยื่นเรื่องถึงอัยการสูงสุด และศาลปกครองด้วย แล้วศาลได้พิเคราะห์ตัวบทกฎหมายว่า เป็นสิทธิของทางตัวผู้ร้อง เรื่องจะพลิกฟ้าพลิกดินเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือจะนำไปสู่การวินิจฉัยของท่านอัยการสูงสุดเพียงอย่างเดียว น่าจะเป็นการตีความที่แคบไปหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าจะตีความว่ายื่นให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แปลว่าท่านอัยการสูงสุดไม่มีสิทธิ์ทำอย่างอื่น ตรวจสอบแล้วต้องยื่นลูกเดียว ใช้สมองอย่างอื่นไม่ได้เลย ถ้าทำอย่างนี้ก็เป็นไปรษณีย์ดีกว่า ให้พนักงานสอบสวนแล้วส่งให้ไปรษณีย์ส่งมาก็จบแล้ว มันก็คงไม่ใช่
ทางด้านของศาลใช้อำนาจที่อยู่ในชั้นรับคำร้องและไม่ได้สั่งรัฐสภา อีกทั้งแจ้งไปยังสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ และนำความกราบเรียนประธานรัฐสภาเพื่อโปรดกรุณาทราบ ส่วนสภาจะดำเนินการอย่างไรก็เป็นเรื่องของสภา ก็ต้องรับผิดชอบกันเองว่าอะไรจะเกิดขึ้นในภายหน้า อย่างไรก็ตาม ผมจะไม่ก้าวล่วงเพราะเป็นเรื่องของรัฐสภา เดี๋ยวจะหาว่าไปสั่งสอนอีก
ขอยืนยันว่าไม่มีใครมาสั่งหรือชี้นำเราได้ เพราะเราระวังอย่างมากกับการเข้าไปแตะต้องอำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ พวกเรา 9 คนไม่ใช่ 9 มนุษย์ทองคำ เรารู้ตัวดีว่าเราไม่ใช่ผู้มีอำนาจอื่นใดนอกจากตรวจสอบเท่าที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ เราไม่ได้อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ถ้าไม่มีมาตรา 68 เขียนไว้เราก็ไม่อาจก้าวล่วง แต่เมื่อมีคำร้องกล่าวหาว่าการกระทำของบุคคลเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครอง มันก็ต้องฟังก่อนว่าคนที่ถูกฟ้องเขาจะว่าอย่างไร เขาจะรับสารภาพหรือไม่ว่าเขาคิดอย่างนั้นจริงๆ เอ้า! คิดอย่างนั้นจริงหรือไม่ ผู้ถูกฟ้องก็ต้องไม่รับอยู่แล้ว ฉะนั้นเขาก็ปฏิเสธมาสิว่าไม่ใช่ความจริง
หลังจากนี้ขึ้นอยู่กับว่า การไต่สวนของศาลแล้วได้ความว่ามีการกระทำล้มล้างระบอบการปกครองจริง ตามมาตรา 68 ศาลก็ต้องสั่งให้หยุดการกระทำอันนั้น และอาจสั่งให้ยุบพรรคการเมือง จะไม่ยุบก็ได้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจ ทั้งนี้ยังไม่อยากให้คิดเรื่องยุบพรรคการเมือง เป็นเรื่องอีกยาวไกล ขณะนี้ยังไม่รู้เลยว่าผู้ถูกฟ้องจะเข้ามาชี้แจงหรือไม่เลย นี่แค่รับฟ้องก็เป็นปัญหากันเยอะมากแล้ว
เมื่อผู้ถูกฟ้องไม่เข้ามาชี้แจงไม่มาต่อสู้คดีแล้วจะให้ศาลรับฟังว่าอย่างไร ถ้าท่านเป็นศาลจะทำอย่างไร ถ้าท่านไม่ชี้แจงความจริง ไม่เข้ามาต่อสู้ทางคดี แล้วจะให้ศาลฟังข้อเท็จจริงว่าอย่างไร ตกลงมันจริงอย่างที่เขากล่าวหาหรือเปล่า
อีกข้อหนึ่งคือ เราระวังเรื่องการพิจารณาพระราชกำหนดที่ฝ่ายรัฐบาล มีการคาดการณ์กันไปต่างๆแต่ก็ไม่ถูก เพราะดุลพินิจในการออกพระราชกำหนดเป็นของรัฐบาล คณะรัฐมนตรี ไม่ใช่เรื่องของศาล แต่รัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้ให้ศาลตรวจสอบได้ ศาลก็ใช้ดุลพินิจตรวจสอบว่าจะมีอะไรส่อไปในทางไม่สุจริต ถ้าไม่มีอะไรแสดงว่าจะเกิดทุจริตในภายหน้าศาลก็ผ่านให้ทุกครั้ง ไม่เคยก้าวล่วงดุลพินิจของรัฐบาลเลย
นายวสันต์ กล่าวเน้นเสียงว่า แต่เมื่อมีการกล่าวอ้างว่า ลักษณะการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างนี้ เป็นการอันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง แล้วศาลรัฐธรรมนูญเพิกเฉยก็แปลว่า อยากจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนไป อย่างนี้มันสมควรหรือ อย่างน้อยที่สุดก็ต้องไต่สวนทวนความก่อนว่าจริงหรือเปล่า นี่เป็นแค่ชั้นรับคำร้องไว้พิจารณา ยังไม่ได้ชี้ขาดตัดสินว่าเป็นซ้ายหรือเป็นขวา แล้วถ้าหากว่าทางสภาจะให้ความร่วมมือเลื่อนการประชุมไปสักเดือนเศษๆ มันก็ไม่ได้เสียหายร้ายแรงอะไร
ประเด็นที่ศาลคิดว่ามีมูลเป็นไปได้ว่ามีการล้มล้างการปกครองก็คือการเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งหมด ซึ่งจะเขียนออกมาในลักษณะใด ก็แล้วแต่ ส.ส.ร. สิ่งที่อยากจะบอกคือ การตั้ง ส.ส.ร. แม้จะเคยทำมาแล้วตอนยกร่างรัฐธรรมนูญปี 40 ทำไมตอนนั้นไม่เห็นมีใครออกมางอแง ว่าจะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ประธานศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขณะที่จะร่างรัฐธรรมนูญปี 40นั้น กำลังใช่รัฐธรรมนูญปี 34 ซึ่งขณะนั้นยังไม่ศาลรัฐธรรมนูญ มีแต่คณะตุลาการฯ มีอำนาจหน้าที่เพียงเฉพาะตัดสินว่ากฎหมายใดขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ แล้วในรัฐธรรมนูญปี 34 ไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิของบุคคลที่จะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ฉะนั้นจะแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 34 อย่างไร ก็ว่ากันไปได้ตามสบายไม่มีข้อโต้แย้ง แต่เมื่อมีการร่างรัฐธรรมนูญปี 40 ขึ้นมา ก็ตั้งศาลรัฐธรรมนูญขึ้น แล้วมีบทบัญญัติเรื่องสิทธิของประชาชนในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญขึ้น มันจึงต่างกัน
การที่มีคนมองว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองหรือฝ่ายอำมาตย์นั้น ขอถามกลับว่าศาลเป็นเครื่องมือของใครหล่ะ เพราะคนเป็นตุลาการจะมองที่ข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นเท่านั้น แล้วตอนนี้ใครเป็นหัวหน้าอำมาตย์ถามหน่อยสิ (ถามย้ำๆ) แต่ขอประทานโทษ หัวหน้าอำมาตย์ตัวจริงคือนายกรัฐมนตรี มีอำนาจสูงสุดในประเทศไทย นั่นคืออำมาตย์ตัวจริง มีบางคนบอกว่าศาลฎีกา ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ทำอะไรก็ผิด แต่คงไม่มีใครไปว่าศาลเจ้าเพราะกลัวศาลเจ้าหักคอ
นายวสันต์ กล่าวว่า ส่วนการที่สภาจะลงมติวาระ 3 แล้วนำขึ้นทูลเกล้า จนเป็นรัฐธรรมนูญสมบูรณ์นั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วเราจะเห็นว่าใครสุจริต ใครไม่สุจริต และที่ผมยังไม่บอกว่าสภากำลังจะเผชิญกับอะไร หรือมีผลเสียอย่างไร ก็เพราะเห็นว่าเก่งๆกันทั้งนั้น ไปบอกเขาทำไม และยังตอบไม่ได้ว่าเมื่อถึงขั้นตอนคัดเลือก ส.ส.ร. จะยังสามารถยับยั้งได้หรือไม่ เพราะต้องรอดูมติองค์คณะของศาลรัฐธรรมนูญ
ถึงกระนั้น การที่ศาลรัฐเรื่องร้องเรียนไว้ ไม่ใช่การสร้างบรรทัดฐานให้ใครก็ตามกลั่นแกล้งทางการเมืองหรือไม่ เพราะต้องดูข้อกล่าวหาว่ามีมูลความจริง หลักฐานมากน้อยอย่างไร แต่กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขณะนี้กำลังจะเสร็จสิ้นแล้ว บทบัญญัติที่แก้ไขมันปรากฏชัดเจนทุกตัวอักษรแล้ว ในวาระ 3 ก็แก้ไขถ้อยคำอะไรอีกไม่ได้ ได้แต่เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น จึงขึ้นอยู่กับว่ามีพฤติการณ์อะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ตามกล่าวอ้างหรือไม่ แต่การจะมายื่นฟ้องว่า วันนี้ไปแอบฟังมาว่า พวกนั้นคิดปฏิวัติ คิดกบถ อย่างนี้มันไม่มีข้อมูลอะไร มันเป็นคำร้องเลอะเทอะไม่เป็นสาระ
นายวสันต์ กล่าวว่า ตุลาการทุกคนเป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมือง ผมเองก็ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร เห็นยังแข็งอยู่ทุกขั้วการเมือง จะปรองดองกันได้อย่างไรในเมือคนที่มีหน้าที่เกี่ยวกับการปรองดอง เขายังไม่ปรองดองกันเลย และไม่มีทีท่าว่าจะปรองดองกันด้วย คำตัดสินของศาลเชื่อว่าจะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น เพราะคนเราต้องฟังเหตุและผล ไม่ใช่เอาอารมณ์เป็นที่ตั้ง ไม่ใช่ทำอะไรก็ออกมากล่าวว่า “สองมาตรฐาน” ไอ้คนที่พูดว่าสองมาตรฐานยังไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร สองมาตรฐานต้องเป็นกรณีที่เหมือนกันเป๊ะ แล้วตัดสินไปคนละอย่าง คนที่พูดอะไรก็สองมาตรฐาน เป็นเพียงการพูดโก้ๆฉลาดเสียไม่มี แต่เรื่องมาตรา 68 ก็เพิ่งเคยมีเรื่องนี้เรื่องแรก มันเพิ่งเริ่มมีมาตรฐานนี้
เวลานี้เราต้องเข้ามาสู่กติกา มาชี้แจงแสดงหลักฐาน อย่างเพิ่งคิดว่าศาลมีอคติ คนเป็นผู้พิพากษาเขาสอนกันมานานแล้วว่าต้องไม่มีอคติ ลำเอียงเพราะรัก โกรธ กลัว และหลง แต่พวกศาลมักจะถูกมองโดยอคติ จะสังเกตว่าพอตัดสินฝ่ายไหนได้เปรียบ ฝ่ายเสียเปรียบก็ด่า
จำได้หรือไม่ พอผ่านพ.ร.บ.กู้เงินทั้ง 2 ฉบับ พรรคเพื่อไทย และคนเสื้อแดงก็ไม่เห็นมาขอบคุณศาลบ้างเลย มีแต่ด่าผมบนเวทีเสื้อแดง หาว่าศาลทำตัวเป็นทนายของฝ่ายค้าน







