
สต๊อกเลือด-ยาทีมแพทย์ฉุกเฉิน 240 คนรับมือ
นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เปิดเผยว่า สพฉ. จะใช้แผนเอราวัณ 3 รองรับการชุมนุม เพราะคาดว่าคนเข้าร่วมเกิน 5 หมื่นคน โดยจะร่วมมือกับโรงพยาบาลทุกแห่งทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน รวมทั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิสยามรวมใจ มูลนิธิร่มไทรเพื่อลาดตระเวนและร่วมแจ้งเหตุทางวิทยุสื่อสาร
ทั้งนี้ ในวันที่ 12 มี.ค. จะใช้ทีมชุดปฏิบัติการฉุกเฉินนอกสถานพยาบาลประจำการใน 10 จุดรอบพื้นที่ชุมนุม เช่น สนามหลวง หลักสี่ ปทุมธานี ฯลฯ หากสถานการณ์ส่อเค้ารุนแรงจะเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการฉุกเฉินต่างจังหวัดเข้าเสริม
ทีมปฏิบัติการฉุกเฉินใน 1 ทีม จะมี 34 คน แบ่งเป็นหัวหน้าชุดผู้ปฏิบัติการ ผู้ปฏิบัติการ 12 คน และผู้ขับพาหนะฉุกเฉิน อุปกรณ์ลำเลียงหรือขนส่ง อุปกรณ์ทางการแพทย์ (เวชภัณฑ์และเครื่องมือต่างๆ) ในการจัดส่งชุดปฏิบัติการออกให้ความช่วยเหลือผู้เจ็บป่วยฉุกเฉิน
ส่วนแพทย์จะอยู่ประจำที่โรงพยาบาลเป็นหลัก แพทย์หัวหน้าทีมจะออกสนามก็ต่อเมื่อประเมินสถานการณ์ใหม่แล้วไม่สามารถลำเลียงผู้ป่วยไปยังสถานพยาบาลได้ทัน ทั้งหมดนี้จะใช้รถพยาบาล 60 คัน เจ้าหน้าที่ประมาณ 240 คน ที่จะลาดตระเวนไปรอบๆ จุดการชุมนุม
สำหรับอุปกรณ์การแพทย์หลักๆ ในการช่วยชีวิตผู้ป่วย ประกอบด้วย อุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะด้าน อาทิ เครื่องช็อกหัวใจด้วยกระแสไฟฟ้า ชุดผ่าตัดเล็ก อุปกรณ์การให้ออกซิเจน ซึ่งสามารถใช้ออกซิเจนในการรักษาอย่างต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง สายต่อภายนอก อุปกรณ์ในการใส่ท่อช่วยหายใจ ท่อช่วยหายใจขนาดต่างๆ เครื่องช่วยหายใจและผายปอด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ขั้นตอนการดำเนินการเมื่อเกิดเหตุได้ตกลงกับ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่ม นปช. ว่า จะเปิด ทางให้เจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บโดยไม่มีการขัดขวาง สำหรับขั้นตอนแจ้งเหตุจะใช้วิทยุสื่อสารเพื่อส่งชุดปฏิบัติการไปช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน ณ จุดเกิดเหตุ ซึ่งกำหนดเวลาไว้ไม่ควรเกิน 20 นาทีในการเข้าถึงตัวผู้ป่วย
ในกรณีห่างไกลต้องใช้รถพยาบาลประจำจุดวิทยุสื่อสารผ่านศูนย์นเรนทรเคลื่อนที่เร็วไปรับคนเจ็บส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด เช่น โรงพยาบาลวชิระ โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลมิชชั่น
เพื่อให้ทุกฝ่ายได้ทราบและเข้าใจร่วมกัน ทีมแพทย์ฉุกเฉินจะแต่งกายแบบเดียวกันทั้งบุคลากรชายและหญิง คือ สวมเสื้อซาฟารีแขนสั้นสีขาวปล่อยชาย มีกระเป๋าเสื้อด้านบนบริเวณหน้าอกและด้านข้างลำตัว มีที่ติดอินทรธนูที่บ่าทั้งสองข้างจะติดแถบสะท้อนแสง บริเวณส่วนด้านหลังเสื้อเป็นแถบสะท้อนแสง
“สีขาว” ใต้ตัวอักษรที่ปักส่วนด้านหน้าขนาดแถบสะท้อนแสง ส่วนกางเกงขายาวสีขาว ดำ กรมท่า ติดแถบสะท้อนแสง “สีขาว” บริเวณรอบขากางเกงโดยปักบริเวณเหนือหัวเข่าและใต้หัวเข่าการปฏิบัติครั้งนี้ได้ให้โรงพยาบาลในพื้นที่โดยรอบสำรองเลือดไว้ 500 ยูนิต รวมถึงเตียงสำรอง ยาและเวชภัณฑ์ ระบบการส่งต่อผู้ป่วย ยานพาหนะต่างๆ ทั้งรถพยาบาล เรือ และเฮลิคอปเตอร์







