
ไม่เข้าใจ
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
ผมเชื่อแน่ 100% ว่า ตัวเองต้องมีอะไรเพี้ยนๆ แน่ เพราะพออายุทะลุ 60 กลับรู้สึกมีความสุขและสนุกกับความแก่ของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกาเที่ยวนี้
สาเหตุเพราะนอกจากจะได้รับการเลื่อนวิทยฐานะจากใครต่อใครในที่ทำงานหลายแห่ง จากคนธรรมดาให้เป็นอาจารย์โดยไม่รู้ตัว ทั้งๆ ที่ไม่ได้เรียนหนังสือหรือสอนหนังสือเพิ่มเติมแล้ว ยังรู้สึกว่าตัวเองมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องฝืนใจทำอะไรที่ไม่อยากทำ เพราะเป็นหน้าที่เหมือนในอดีต
ที่สำคัญคือ เที่ยวนี้ทั้งไปและกลับจากสหรัฐไม่มีอาการเมาเครื่องบินเหมือนเดิม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากเดินทางไปไหนไกลๆ ด้วยเครื่องบินนานกว่า 3-4 ชั่วโมง
ผมกลับมานั่งวิเคราะห์ดูว่า ทำไมอาการเมาเครื่องบินถึงหายไป ทั้งๆ ที่เที่ยวนี้บินไกลว่า 18 ชั่วโมงในชั้นประหยัด เพราะต้องจ่ายค่าเครื่องบินเอง ผลออกมาน่าจะเกิดจากความแก่ ทำให้นาฬิกาในร่างกาย (Body Clock) เริ่มเสื่อมคุณภาพ จึงทำให้ไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงโซนเวลาเลยไม่เมาเครื่องและไม่มีอาการเจ็ตแล็ก (Jet Lag) ทั้งขาไปและขากลับ
สรุปแล้วคือ ต่อไปนี้คงมีโอกาสไปเที่ยวไหนต่อไหนมากขึ้น เพราะอานิสงส์แห่งความแก่
ที่เล่ามาตั้งนานคือ อยากจะเรียนท่านผู้อ่านคอลัมน์ว่าตัวเองหายไปไหนมา 2 อาทิตย์ โดยไม่ได้ลางานซึ่งก็ทำได้เพราะความแก่อีก ขืนทำอย่างงี้ตอนหนุ่มๆ คงถูกไล่ออกจากงานไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ต้องขออภัยท่านผู้อ่านที่หายไปเฉยๆ ไม่บอกกล่าวเพราะความหลงๆ ลืมๆ ตามประสาคนแก่ (เห็นไหมครับ เอามาอ้างได้อีก!)
ผมไปอเมริกาเที่ยวนี้ได้มีโอกาสพบปะกับคนอเมริกันหลายระดับ ตั้งแต่วุฒิสมาชิกของรัฐนิวยอร์กหลายคน จนถึงแม่บ้านที่ประเมินจากหน้าตาแล้วคงอาวุโสพอๆ กับผมหรืออาจจะมากกว่าผม ถ้าเข้าข้างตัวเองหน่อย
ความประทับใจของผมคือ คนอเมริกันยังเป็นคนที่ให้ความเป็นกันเองกับกะเหรี่ยงแปลกหน้าอย่างผมพอสมควร เป็นคนที่คุยสนุกตรงไปตรงมาดี คิดอย่างไรก็พูดอย่างนั้น ไม่ต้องตีความให้ยุ่งยาก บางคนที่เข้ามาซื้อของในร้านของลูกสาวที่เปิดขายสินค้าประเภทกระเป๋าถือและเครื่องประดับผู้หญิงที่นำเข้าจากเมืองไทย ถามลูกสาวผมตรงๆ ว่า สินค้าพวกนี้ผลิตจากที่ไหน ใช้แรงงานทาสหรือเปล่า ถึงขายได้ราคาถูก
นอกจากนั้น เนื่องจากทัวร์ของผมส่วนใหญ่เป็นทัวร์ 2 ขา ตอนเช้าคือ วิ่งเล่นไปดูทิวทัศน์และผู้คนไป จึงมีโอกาสสัมผัสความเป็นมิตรของคนอเมริกัน เพราะไม่ว่าจะวิ่งเล่นไปที่ไหน ถ้าเผอิญเจอคนที่เดินหรือวิ่งสวนกัน เขาก็จะโบกมือหรือยิ้มแย้มทักทายด้วยเกือบทุกคน ยิ่งบ้านไหนมีดอกไม้สวยๆ อยู่หน้าบ้าน ถ้าผมมีโอกาสบุกรุกเข้าไปดูใกล้ๆ เพราะบ้านฝรั่งไม่มีรั้วสูงเหมือนบ้านไทย เจ้าของบ้านจะโอภาปราศรัยด้วยอย่างดี ใครจะว่าผมเห่อฝรั่งก็ตามใจ แต่สำหรับเรื่องนี้แล้วผมว่าเป็นวัฒนธรรมที่น่ารักมาก
กลับมาพูดเรื่องคำถามที่คนอเมริกันถามลูกสาวผมดีกว่า ผมว่าตอนนี้คนอเมริกันให้ความสำคัญกับการใช้แรงงานทาสค่อนข้างมาก แต่โชคดีว่าเมืองไทยยังไม่ถูกตราหน้าว่าเป็นประเทศที่ใช้แรงงานทาสมากเหมือนประเทศมหาอำนาจเพื่อนบ้านของเรา อาจเป็นเพราะคนอเมริกันที่มาเที่ยวเมืองไทยได้รับประสบการณ์ดีๆ จากคนไทยและบอกต่อๆ กันไปทำให้คนอเมริกันมีทัศนคติค่อนข้างดีต่อคนไทย และเผอิญเมืองไทยไม่ใช่คู่แข่งทางการค้าจนเป็นที่เพ่งเล็งของคนอเมริกัน
ดังนั้น เมื่อลูกสาวผมยืนยันว่า สินค้าที่นำมาขายราคาถูก (ในมาตรฐานของคนอเมริกัน) เป็นสินค้าที่ผลิตจากเมืองไทย จึงค่อนข้างจะเป็นที่ยอมรับของคนอเมริกัน แต่ต้องอธิบายให้เขาฟังว่า ที่ขายสินค้าได้ราคาถูกเพราะสั่งซื้อสินค้าโดยตรงจากผู้ผลิต ไม่ได้ซื้อราคาถูกเพราะซื้อจากโรงงานทาส (Sweatshops) ซึ่งความจริงไม่ค่อยตรงความเป็นจริงนัก เพราะไม่ยอมจ่ายค่าจ้างหรือคอมมิชชันให้พ่อและแม่ ซึ่งทำหน้าที่จัดซื้อสินค้าให้แม้แต่เหรียญเดียว
ตรงนี้อยากย้ำว่า เรื่องนี้กำลังเป็นประเด็นที่สำคัญมากต่อการส่งสินค้าไปขายในสหรัฐ โดยเฉพาะเมื่อเกิดกรณีที่มีข่าวว่าโรงงานของผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ของสหรัฐในเมืองจีนมีการใช้แรงงานทาส เพราะนอกจากคำถามนี้จะถูกถามโดยคนที่เดินเข้ามาซื้อสินค้าแล้ว ผมยังถูกถามโดยนักการเมืองสหรัฐหลายคนที่กำลังเตรียมตัวเข้าแข่งขันชิงตำแหน่งทางการเมืองในเดือน พ.ย.ที่กำลังจะมาถึงอีกไม่นานนี้ ระหว่างที่มีโอกาสเข้าไปสังเกตการณ์การประชุมของพรรครีพับลิกัน รัฐนิวยอร์กในระหว่างที่อยู่ในสหรัฐ
ส่วนจะเตรียมความพร้อมอย่างไร คงเป็นหน้าที่ของรัฐสภาและรัฐบาลไทยที่จะต้องดูแลกันต่อไป ถ้ายังพอมีเวลาว่างเหลือจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญและการร่างกฎหมายปรองดอง
ส่วนอีกเรื่องหนึ่งที่สังเกตเห็นคือ เรื่องค่าครองชีพ ความจริงผมไปอเมริกาหลายหนแล้ว ครั้งไหนก็ครั้งนั้นรู้สึกว่าค่าครองชีพที่นั่นสูงกว่าที่เมืองไทยอย่างเทียบกันไม่ได้ แต่เที่ยวนี้กลับรู้สึกว่าค่าครองชีพที่อเมริกากับเมืองไทยอาจจะพอๆ กันหรือต่างกันไม่มาก ถ้าคำนวณด้วยปริมาณ
เอาว่าราคาบ้านโดยเฉลี่ยขนาดใกล้เคียงกัน ราคาไม่แตกต่างจากราคาบ้านในกรุงเทพฯ เพราะถ้ามีเงินสัก 2.5 แสนเหรียญสหรัฐ ก็พอจะซื้อบ้านดีๆ เหมือนบ้านในหมู่บ้านจัดสรรในเมืองไทย ส่วนเสื้อผ้า รองเท้า สินค้าที่ใช้ประจำวัน เช่น สบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน และแชมพูสระผม ราคาแพงกว่าที่วางขายในเมืองไทยประมาณครึ่งหนึ่ง ทั้งๆ ที่คนอเมริกันมีรายได้ขั้นต่ำชั่วโมงละ 7.25 เหรียญสหรัฐ หรือวันละ 1,800 บาท เทียบกับแรงงานไทยที่มีรายได้วันละ 300 บาท ถ้าทำงานวันละ 8 ชั่วโมงเท่ากัน
ส่วนเรื่องราคาอาหาร ราคาอาหารพื้นๆ ในร้านเล็กๆ ประเภทข้าวแกงที่นั่นราคาประมาณ 67 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 200 กว่าบาท ดูๆ เหมือนแพงกว่าข้าวแกงเมืองไทยจานละ 40 บาท แต่ถ้าเอาปริมาณและคุณภาพมาคำนวณ ผมว่าราคาแพงกว่ากันไม่มาก เพราะข้าวแกงอเมริกัน 1 จาน คนไทยอย่างผม 2 คน แบ่งกันกินแล้วเหลือไปฝากไอพอต หรือไอ้พอต ของผมที่บ้านได้สบายๆ เทียบกับข้าวแกงเมืองไทย ถ้าจะให้อิ่มอย่างน้อยก็ต้อง 2 จาน คิดสูตรง่ายๆ คือ ข้าวแกงฝรั่ง 1 จาน เท่ากับข้าวแกงไทย 4 จาน
ที่แน่ๆ คือ ราคาน้ำมันอเมริกาถูกกว่าราคาน้ำมันเมืองไทย เพราะที่อเมริการาคาหน้าปั๊มน้ำมันเบนซิน 93 แกลลอนละ 4.24 เหรียญสหรัฐ เฉลี่ยลิตรละ 34.72 บาท ขณะที่น้ำมันเบนซิน 95 ที่เมืองไทยวันนี้ราคาลิตรละ 45 บาท
ที่ไม่เข้าใจคือ ทำไมรถยนต์ที่อเมริกาใช้น้ำมันออกเทน 87 ยังวิ่งได้เหมือนรถยนต์เมืองไทยที่ต้องใช้น้ำมันออกเทน 95 ถึงจะวิ่งได้ ที่สำคัญคือราคาน้ำมันสูตรนี้ราคาเพียงแกลลอนละ 3.85 เหรียญสหรัฐ หรือลิตรละ 31.53 บาทเท่านั้น เทียบกับราคาน้ำมันเบนซิน 91 เมืองไทยราคาลิตรละ 41 บาท
ยิ่งคิดยิ่งไม่เข้าใจว่า ทำไมคนไทยถึงต้องใช้น้ำมันแพงกว่าคนอเมริกัน
ก็ไหนว่า ราคาน้ำมันเป็นไปตามกลไกตลาดโลกไงครับ







