
ฏีกาคดีที่ดิน ลำพูน ชะตากรรมคนต้นคิด...โฉนดชุมชน
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
โดย...ทีมข่าวภูมิภาค
กว่า 10 ปีแล้วที่ รังสรรค์ แสนสองแคว ประธานสหกรณ์การเกษตรโฉนดชุมชนป่าซาง ต.น้ำดิบ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ต้องมีชีวิตขึ้นโรงขึ้นศาลในคดีบุกรุกที่ดิน ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุกเขา 4 ปี ฐานบุกรุกที่ดิน ยุยงชาวบ้านให้บุกรุกที่ดินและทำไม้ ซึ่งในอีกไม่กี่วันนี้ คดีก็จะเป็นอันถึงที่สุด เมื่อศาลฎีกานัดอ่านคำพิพากษาฎีกาในวันที่ 6 มิ.ย.
กรณีที่ดินลำพูนยืดเยื้อมากว่า 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2544 เมื่อเขาและเพื่อนเกษตรกร ชาวบ้าน อ.ป่าซาง จำนวนหนึ่งเข้าจับจองที่ดินรกร้างในชุมชนเพื่อทำการเกษตร เป็นที่ดินซึ่งตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ไม่มีใครเป็นเจ้าของและใช้ทำประโยชน์ใดๆ
ประเวศ ปันป่า หรือลุงแดง ในวัย 64 ปี หนึ่งในจำเลยที่จะขึ้นฟังคำพิพากษาฎีการ่วมกับรังสรรค์ เล่าว่า เมื่อ 30 กว่าปีก่อน ชาวบ้านเคยขอออกเอกสารสิทธิที่ดินบริเวณนี้ แต่ทางราชการอ้างว่าเป็นพื้นที่ป่าไม่สามารถออกเอกสารสิทธิได้ เวลาล่วงเลยมานาน ผืนที่ป่าเสื่อมโทรม ชาวบ้านก็เข้าไปจับจองทำประโยชน์ จึงปรากฏว่าถูกฟ้องร้องจากเจ้าของที่ดิน ซึ่งชาวบ้านที่อยู่อาศัยในชุมชนมาทั้งชีวิตไม่เคยรู้จักหรือรับรู้มาก่อนเลย
“อยู่ๆ ก็กลายเป็นว่าที่ดินเหล่านี้มีเจ้าของ มีเอกสารสิทธิ ทั้งที่พวกเราซึ่งอยู่กันมาทั้งชีวิตเคยขอเอกสารสิทธิ แต่ทางราชการบอกว่าออกให้ไม่ได้มันหมายความว่าอย่างไร” ลุงแดงสะท้อนความรู้สึกอัดอั้นแทนชาวบ้านร่วม 200 ครัวเรือนในพื้นที่
หลังมีการฟ้องร้องดำเนินคดีชาวบ้านถึง 109 ราย ในปี 2545 ข้อเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้านคือ ให้มีการตรวจสอบการได้มาของเอกสารสิทธิ ซึ่งรัฐบาลขณะนั้นแต่งตั้งให้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานคณะกรรมการตรวจสอบ โดยแต่งตั้งให้ จาดุร อภิชาตบุตร ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบเอกสาร
ผลตรวจสอบของจาดุรสรุปว่า เอกสารสิทธิที่ดินเหล่านี้น่าจะได้มาโดยมิชอบ เนื่องจากตรวจพบหลายกรณีที่มีการใช้ ส.ค.1 จากพื้นที่อื่น หรือ ส.ค.1 บิน และมีการเวียนเทียนเอกสารในการออกซ้ำซ้อนกัน และส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการ แต่ ป.ป.ช.พิจารณว่ามีการออกเอกสารสิทธิตั้งแต่ปี 2532 คดีมีอายุความเพียง 10 ปี และหมดอายุความแล้ว ไม่สามารถดำเนินการใดๆ กับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ และส่งเรื่องให้กรมที่ดินเพิกถอนเอกสารสิทธิ แต่ผ่านมาเกือบ 10 ปีแล้ว กรมที่ดินก็ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ กับที่ดินเหล่านี้
รังสรรค์ ซึ่งเมื่อปี 2544 เป็นแกนนำชักชวนชาวบ้านเข้าจับจองทำประโยชน์ในที่ดินเหล่านี้ เล่าว่า เขาศึกษาประมวลกฎหมายที่ดิน ซึ่งมาตรา 6 ระบุว่า ที่ดินซึ่งถูกทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์เกินกว่า 10 ปี สำหรับโฉนดที่ดิน และ 6 ปี สำหรับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ ให้ถือว่ามีเจตนาในการสละสิทธิที่ดินนั้น ดังนั้นพวกเขาซึ่งไม่มีที่ดินทำกิน จึงเข้าจับจองทำประโยชน์
“พวกเราได้หารือทำข้อตกลงกัน โดยมีแนวคิดว่าหากเข้าจับจองทำกิน แต่ออกเอกสารสิทธิแบบเดิมๆ วันหนึ่งที่ดินก็จะกลายเป็นสินค้าซื้อขายเปลี่ยนมือต่อไป เราจึงทำข้อตกลงกันว่าจะจัดสรรกันเป็นโฉนดชุมชนแบ่งที่ดิน 426 ไร่ ให้ชาวบ้าน 282 ครัวเรือน รายละ 1 ไร่ 1 งาน และ 1 ไร่ 3 งาน ซึ่งที่ดินที่ได้ไปจะซื้อขายไม่ได้ หากผู้ได้รับการจัดสรรไม่ประสงค์จะทำประโยชน์ต่อไป ให้กรรมการเป็นผู้พิจารณาการใช้ที่ดินนั้น”
ร่วม 10 ปีที่ผ่านมา แม้ชาวบ้านจะตกเป็นจำเลยในคดีบุกรุกที่ดิน แต่พวกเขาก็ยังยืนหยัดหลักคิดแนวทางโฉนดชุมชนตลอดมา ซึ่งนำไปสู่การผลักดันในเชิงนโยบาย โดยในปี 2552 รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีนโยบายแก้ปัญหาที่ดินทำกินทั่วประเทศ โดยดำเนินการในรูปแบบธนาคารที่ดินและโฉนดชุมชน แต่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลนโยบายนี้ก็ชะงักไป ซึ่งไม่เพียงแต่ชาวบ้านป่าซางที่กำลังถูกดำเนินคดีเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคดีที่ดินทำกินทั่วประเทศ
ในฐานะที่ต่อสู้เพื่อเพื่อนคนจนมากว่า 10 ปี และอนาคตที่อาจพลิกผันจากคำพิพากษาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า รังสรรค์ เปิดความในใจว่า เขาไม่เสียใจกับอนาคตที่อาจเปลี่ยนผันชะตากรรมของเขา และทำให้ครอบครัวต้องได้รับผลกระทบไปด้วย แต่เขาเสียดายการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมที่ผ่านมา โดยเฉพาะการสร้างกระบวนการของชาวบ้านที่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ ซึ่งเขาร่วมเป็นอนุกรรมการแก้ปัญหาหนี้สิน
“ผมเสียใจที่อาจต้องติดคุก แต่ถามว่ากระบวนการยุติธรรมจะช่วยคนจนได้อย่างไรบ้าง ทำไมไม่เอาผิดเจ้าของที่ดิน ซึ่งได้เอกสารสิทธิมาโดยมิชอบ ซึ่งแสดงว่าตั้งแต่ตัวบทกฎหมายก็ไม่เป็นธรรม หากดูต้นเหตุคือ ที่ดินถูกทิ้งร้าง กฎหมายที่ดินก็ระบุว่าเป็นที่ดินถูกทอดทิ้ง ซ้ำการได้มาก็มิชอบ แต่กรมที่ดินและเจ้าของที่ดินกลับไม่ถูกดำเนินการใดๆ เลย ผมคิดว่าในอนาคตเรื่องพวกนี้ต้องแก้ไข กระบวนการยุติธรรมต้องทำให้เกิดความยุติธรรมอย่างแท้จริง”
ด้านประยงค์ ดอกลำไย ที่ปรึกษาเครือข่ายประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม กล่าวว่า สิ่งที่ต้องการคือหลักประกันที่ชัดเจนในแนวทางและการปฏิบัติตามนโยบาย โดยต้องการให้มีการเปิดเจรจาระหว่างตัวแทนรัฐบาลเพื่อยุติปัญหาขัดแย้งเฉพาะหน้าก่อน โดยเฉพาะการจับกุมและชะลอการดำเนินคดีชาวบ้านที่อยู่ในระหว่างการรอแก้ไขปัญหา และเร่งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสถาบันธนาคารที่ดิน เพื่อดำเนินการนำร่องแก้ไขปัญหาในพื้นที่ขัดแย้งตามที่มติ ครม. 22 ก.พ. 2554 ของรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยใช้วงเงิน 167 ล้านบาท
วันนี้ผู้บุกเบิกต้นแบบของแนวคิดโฉนดชุมชนกำลังลุ้นระทึกว่า คำพิพากษาอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะทำให้เขาต้องติดคุกหรือไม่ ในขณะที่นโยบายแก้ปัญหาที่ทำกินโดยโฉนดชุมชนและธนาคารที่ดิน ซึ่งแม้จะถูกผลักดันเป็นนโยบายรัฐ แต่ก็ไม่มีความคืบหน้า ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตจะมีชาวบ้านที่ต้องประสบชะตากรรมเดียวกับรังสรรค์อีกหรือไม่







