
ชมดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ 100 ปีมีครั้ง
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
วันที่ 6 มิ.ย. ชาวไทยจะมีโอกาสได้ชมปรากฏการณ์สำคัญของแวดวงดวงดาว และดาราศาสตร์ทั่วโลก นั่นคือการโคจรของ “ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์” (Transit of Venus) ครั้งสุดท้ายของช่วงชีวิตมนุษย์ช่วงนี้ หากพลาดก็ต้องรอไปอีก 100 ปีกว่าจะได้ชมอีกครั้ง นักดาราศาสตร์และผู้สนใจในอวกาศทั่วโลกจึงเฝ้ารอปรากฏการณ์นี้กันอย่างใจจดใจจ่อ
บุญรักษา สุนทรธรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) เปิดเผยว่า การโคจรของดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์นั้นจะเคลื่อนเป็นคู่ โดยจะทิ้งระยะห่างกันเป็นเวลา 8 ปี ครั้งก่อนหน้านี้เคลื่อนผ่านดวงอาทิตย์ไปแล้วเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 2547 ซึ่งในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ จะครบ 8 ปีพอดีที่ดาวศุกร์จะผ่านหน้าดวงอาทิตย์อีกครั้ง
“ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นครูของนักดาราศาสตร์ในอดีต ในปี 2221 เอ็ดมันด์ ฮัลเลย์ ซึ่งมีชื่อเสียงสำหรับการค้นพบดาวหางฮัลเลย์ เสนอว่า การสังเกตปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์จากละติจูดต่างๆ บนโลกจะให้ข้อมูลสำคัญในการวัดระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ได้อย่างแม่นยำ เนื่องจากเป็นการมองเห็นดาวศุกร์เป็นวัตถุด้านหน้า เมื่อเทียบกับดวงอาทิตย์ด้านหลัง โดยเมื่อดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ที่จุดต่างๆ บนโลก หากวัดกับละติจูดแล้วก็สามารถคำนวณระยะทางระหว่างโลกกับดวงอาทิตย์ได้” บุญรักษา กล่าว
บุญรักษา บอกว่า ปรากฏการณ์ดาวศุกร์ผ่านหน้าดวงอาทิตย์ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ เพราะวงโคจรของโลกและดาวศุกร์ไม่ได้อยู่ระนาบเดียวกัน หากแต่ทำมุมกันประมาณ 3 องศา ขณะเดียวกันขนาดปรากฏของดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าก็มีขนาดเพียงครึ่งองศา เมื่อ 3 วัตถุมาเรียงในแนวเดียวกัน จึงจะสามารถเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ขึ้น และเกิดปรากฏการณ์เป็นคู่ที่มีรอบห่างกันประมาณ 100 ปี เช่นในปี 2547 เกิดคู่กับปี 2555 จากนั้นจะเว้นไปอีก 105 ปี
ด้วยเหตุนี้ สดร.จึงสร้างแรงบันดาลใจให้การเรียนการสอนด้านดาราศาสตร์มีสิ่งเร้าให้น่าสนใจมากขึ้น ด้วยการร่วมกับเครือข่าย 51 จังหวัด นำนักเรียนติดตามปรากฏการณ์ครั้งนี้ผ่านกล้องโทรทรรศน์ในหลายจังหวัด โดยจุดชมหลักของ สดร.จะตั้งอยู่ที่อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ซึ่งจะมีกล้องโทรทรรศน์จำนวนมากตั้งอยู่
“เราจะกระตุ้นให้นักเรียน นักศึกษา ได้เห็นวิธีการคำนวณว่า นักดาราศาสตร์ในอดีตเขาหาระยะทางระหว่างโลกและดวงอาทิตย์ได้อย่างไร ทั้งที่ไม่มีวิทยาการก้าวหน้าอย่างในวันนี้ โดยเราได้ร่วมมือกับสถาบันดาราศาสตร์ของเกาหลีในการใช้เครื่องมือ และช่วยวัดระยะทาง
เนื่องจากที่เกาหลีเริ่มเห็นตั้งแต่ดาวศุกร์เริ่มโคจรผ่านหน้าดวงอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 05.49 น. ในสัมผัสที่ 1 และสัมผัสที่ 2 ซึ่งประเทศไทยจะเริ่มเห็นชัดประมาณ 7 โมงเช้า หากอากาศดี ฝนไม่ตก และไม่มีเมฆบัง และจะสิ้นสุดในเวลาประมาณ 11.30 น.” บุญรักษา เล่า
อย่างไรก็ดี ใครไม่มีโอกาสไปชมยังสถานที่เหล่านี้ ติดตามชมได้ผ่าน www.narit.or.th ของ สดร. ซึ่งจะรวบรวมบรรยากาศจากทั่วโลกมาให้คนไทยได้ชื่นชมและตื่นเต้นกับปรากฏการณ์นี้ได้ ทั้งนี้ไม่แนะนำให้ประชาชนทั่วไปส่องด้วยตาเปล่า เนื่องจากแสงดวงอาทิตย์อาจส่งผลกระทบทำให้เป็นอันตรายต่อดวงตาได้ แต่ให้ใช้อุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น แว่นดูดวงอาทิตย์ กล้องโทรทรรศน์ติดแผ่นกรองแสง หรือใช้การฉายภาพดวงอาทิตย์บนฉากรับภาพจากกล้องโทรทรรศน์
รวมถึงไม่แนะนำให้ใช้กล้องดิจิตอลในการถ่ายภาพ เนื่องจากเลนส์กล้องมีคุณสมบัติในการรวมแสง หากลงมายังดวงตาโดยตรงอาจทำให้ตาบอดได้
ใครที่พลาดโอกาสนี้ สดร.ได้คำนวณแล้วว่าจะเกิดอีกครั้งในวันที่ 11 ธ.ค. 2660 และเกิดอีกทีในเดือน ธ.ค. 2668 ฉะนั้นต้องภาวนาให้ในวันที่ 6 มิ.ย.นี้ท้องฟ้าโปร่งใส เหมาะแก่การดูความเคลื่อนไหวของดาวศุกร์
ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดคู่มือการชมปรากฏการณ์ครั้งนี้ได้ในเว็บไซต์ www.narit.or.th เช่นเดียวกัน
ขณะเดียวกัน ภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ โลกและดาราศาสตร์ (LESA) เปิดให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปเข้าชมปรากฏการณ์ดาวศุกร์เคลื่อนผ่านหน้าดวงอาทิตย์ด้วย ตั้งแต่เวลา 05.00-12.00 น.







