
เกษียณคาม็อบ
“มันจะเป็นการวางบรรทัดฐานให้นักการเมืองซื้อเสียงเข้าสภามากๆ ต่อไปจะไปยิงใครตายก็ได้ ก็ให้พรรคพวกออกกฎหมายนิรโทษกรรมและใช้เสียงข้างมากลากไป”
“มันจะเป็นการวางบรรทัดฐานให้นักการเมืองซื้อเสียงเข้าสภามากๆ ต่อไปจะไปยิงใครตายก็ได้ ก็ให้พรรคพวกออกกฎหมายนิรโทษกรรมและใช้เสียงข้างมากลากไป”
โดย ธรรมสถิตย์ ผลแก้ว,ชุษฎ์ณวัฏ ตันวาณิช
ทันทีที่ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ ฉบับ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และอีก 3 ฉบับของ สส.พรรคเพื่อไทย ถูกบรรจุเข้าเป็นวาระการประชุมของสภา ก็พลันจุดเชื้อไฟแห่งความขัดแย้งขึ้นมาอีกระลอก พร้อมกับจุดคบเพลิงเดินหน้าต่อต้านการล้างโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะเดียวกัน พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในวัยย่าง 77 ปี แกนนำคนสำคัญ ยังคงระดมมวลชนประกาศสู้ถึงที่สุด...
“เคยประกาศเตือนไปแล้วว่า หนึ่ง หากกระทบกระเทือนต่อสถาบัน สอง หากเป็นวาระสำคัญของประเทศที่ภาคประชาชนต้องออกมาขับเคลื่อน หรือสาม หากนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เราพันธมิตรฯ จะออกมาคัดค้านเต็มที่” พล.ต.จำลอง แจง 3 ปัจจัยหลักในการเคลื่อนพลพันธมิตรฯ
พล.ต.จำลอง มองการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง เข้าสู่สภาว่า ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ควบ 2 ใน 3 อำนาจที่ปกครองประเทศ ทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ซ้ำยังอยู่เบื้องหลังผลักดันร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง นิรโทษกรรมความผิดตัวเองแต่ยืนยันว่าการที่จะผลักดันให้สำเร็จลุล่วงนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นร่าง พ.ร.บ.ขัดต่อมติของคนในประเทศจำนวนมาก ประกอบกับระยะหลังรัฐบาลบริหารงานล้มเหลวต่อเนื่อง สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
นับตัวเลขการชุมนุมประท้วงหลายครั้งในรอบ7 ปีที่ผ่านมา พล.ต.จำลอง บอกว่า ครั้งนี้สาหัสไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าครั้งใด การต่อต้านร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง นับว่าสำคัญเทียบเท่ากับการปกป้องดินแดน เพราะกระทบต่อชาติและส่วนรวม จะปล่อยให้ผ่านไปไม่ได้ ในอดีตเคยดำรงตำแหน่งทั้งฝ่ายบริหาร เป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายนิติบัญญัติก็เป็นมาแล้วทั้ง สส. และ สว. ยังไม่เคยเห็นกฎหมายใดเป็นพิษเป็นภัยกับชาติบ้านเมืองขนาดนี้
“มันจะเป็นการวางบรรทัดฐานให้นักการเมืองซื้อเสียงเข้าสภามากๆ ต่อไปจะไปยิงใครตายก็ได้ ก็ให้พรรคพวกออกกฎหมายนิรโทษกรรมและใช้เสียงข้างมากลากไป” แกนนำพันธมิตรฯ ระบุ
ถามว่าสังคมเรียกร้องการปรองดอง ในเมื่อไม่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว พันธมิตรฯ มีแนวทางปรองดองอย่างไร พล.ต.จำลอง แย้งกลับมาว่า ต้องถามก่อนว่าปรองดองระหว่างใครกับใครไม่เห็นด้วยหากจะปรองดองระหว่างประชาชนกับนักการเมืองที่จ้องหาผลประโยชน์เข้าตัว สถาบันพระปกเกล้าเองเคยเชิญไปเสวนาปรองดอง ก็ไม่ไป เพราะพันธมิตรฯ ไม่ได้ทะเลาะกับใคร ไม่เห็นมีอะไรที่จะต้องไปปรองดอง การปรองดองที่ดีที่สุด คือ การบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่การล้มผลคดีของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) หรือยกเลิกคำพิพากษาของศาลฎีกา ที่ถือเป็นศาลสูงสุดของประเทศ
“ผลพวงจากรัฐประหารปี 2549 เป็นสิ่งที่ถูกอ้างขึ้น เพื่อทำให้เห็นว่าสิ่งที่พรรคเพื่อไทยทำนั้นถูกต้อง ที่จริงแล้วไม่ใช่ คุณทำผิดใช่หรือไม่ ไม่ว่าเขาจะตั้งองค์กรอิสระหรือศาล หากคุณไม่กระทำผิดก็ไม่ถูกลงโทษ ทีคุณเป็น สส. และ สว. จากการปฏิวัติไม่เห็นพูด ครั้งนั้นหลายคนเห็นด้วยกับเหตุผล 4 ข้อที่ปฏิวัติ จะเอาเรื่องนี้มาอ้างเพื่อเป็นผลประโยชน์ของตัวเองไม่ได้ พวกผมและประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่เห็นจะเดือดร้อนจากการปฏิวัติเลย”
“คนรุ่นผมไม่น่าจะต้องมาห่วงใยบ้านเมืองมาก เพราะอีกไม่กี่ปีก็ไปแล้ว” พล.ต.จำลอง เปรย พร้อมระบุต่อว่า ปกติผู้ชายจะเกษียณอายุทำงานในวัย65-70 ปี แต่ตนเองอายุ 77 ปี ยังไม่ยอมวางมือจากการเมือง เริ่มคัดค้านกฎหมายทำแท้งเสรีเมื่อปี 2524 จวบจนปัจจุบันอยู่กับการต่อสู้มากว่า 30 ปีแล้ว
เมื่อถามว่าจะปล่อยวางได้เมื่อไหร่ พล.ต.จำลอง นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนตอบว่า คนเราทำอะไรต้องเหมาะสมกับวัย สักวันคงจะต้องอำลาไป ต้องมีคนรุ่นใหม่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ ไม่ใช่มีแต่คนหน้าเดิม แต่ในเมื่อเราเกิดมาแล้วอยู่ในจุดที่สามารถช่วยได้ก็ช่วย เเละตอนนี้จะปล่อยให้กฎหมายทำลายชาติบ้านเมืองผ่านสภาไม่ได้
ตลอด 3 วันที่ผ่านมาของการปักหลักหน้ารัฐสภา แกนนำอาวุโสผู้นี้ถือธงนำมวลชน พธม. ฝ่าแดด ลม ฝน สร้างแรงกดดันภายนอกรัฐสภาไม่น้อยจนสามารถประกาศชัยชนะเมื่อวันที่ 1 มิ.ย.
ทว่า นั่นเป็นแค่ความสำเร็จยกแรกในมุมของพธม.เท่านั้น ตราบใดที่แต่ละฟากฝ่ายยังไม่สามารถหาจุดร่วมมาบรรจบกันได้ การเคลื่อนไหวก็คงต้องดำเนินต่อไป
ความเด็ดเดี่ยวสำคัญกว่าปริมาณ
หลังมีความแตกต่างทางอุดมการณ์จน สมศักดิ์ โกศัยสุข แกนนำรุ่น 1 ถอยออกจากกลุ่มพันธมิตรฯตามด้วย สุริยะใส กตะศิลา ที่หันไปจัดตั้งกลุ่มกรีน ส่งผลให้กลุ่มเสื้อเหลืองที่เคยแข็งแกร่งอ่อนกำลังลงอย่างเห็นได้ชัด พล.ต.จำลองชี้แจงว่า การเคลื่อนตัวของกลุ่มพันธมิตรฯ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจใครที่ไม่เห็นด้วยไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นศัตรูกัน สุริยะใส ยังคงไปมาหาสู่กันบ้าง มีเพียง สมศักดิ์ คนเดียวที่แยกตัว แกนนำรุ่น 1 ที่เหลือยังอยู่ครบ
"สมศักดิ์ แยกตัวออกไปไม่ได้ทำให้เสียงจากแรงงานรัฐวิสาหกิจลดลง เพราะไม่ได้คุมพนักงานรัฐวิสาหกิจทั้งหมด ขณะนี้ ศิริชัยไม้งาม ก็ยังคงเป็นแกนนำรุ่น 2 ของพันธมิตรฯ ส่วนใครจะบอกว่าคนน้อยแล้ว ไม่มีพลังแล้ว ก็ตอบไม่ได้ว่ามีกี่คน เพราะเราไม่ใช่คนในโรงงานหรือกำลังพลในกองทัพ แต่ผมถือเอาความเด็ดเดี่ยวเหนียวแน่นสำคัญกว่าปริมาณ มีคนชาติไหนในโลกบ้างที่กินนอนริมถนนได้ 384 วัน384 คืน ยังไม่มีใครทำลายสถิติ"
ส่วนประเด็นปัญหาท่อน้ำเลี้ยงพล.ต.จำลอง ยอมรับว่าเงินทุนของเอเอสทีวีและผู้จัดการมีจำนวนไม่มากนัก จนเคยเกิดเหตุการณ์เงินเดือนของพนักงานออกไม่ตรงเวลาแต่ไม่มีใครในบริษัทเปิดเผยให้รู้
"ไม่ได้สรรเสริญเยินยอ แต่จะมีเงินได้อย่างไร ในเมื่อคุณสนธิไม่ไว้หน้ารัฐบาลไหนเลย ถ้าบริหารงานไม่ถูกต้อง สนธิ จะออกมาวิจารณ์อย่างหนัก แล้วนายทุนที่มีกิจการใหญ่ๆ ที่ไหนจะมาลงโฆษณา หรือหน่วยงานราชการเองที่มีงบประชาสัมพันธ์ก็ต้องเกรงใจรัฐบาล ไม่กล้าให้เงิน"
เมื่อเห็นอนาคตอยู่รอมร่อก่อนที่จะเลิกชุมนุม 158 วัน ข้างทำเนียบรัฐบาล พล.ต.จำลอง จึงตัดสินใจออกโรงบอกให้ประชาชนช่วยกันอุดหนุนเงินคนละ 1,000 บาท พร้อมอาสาเป็นเรี่ยวแรงค้าขายปุ๋ยเอเอสทีวี ตราขวัญดิน เพราะครั้งหนึ่งเคยเป็นถึงประธานคณะกรรมการส่งเสริมเกษตรอินทรีย์แห่งชาติ
"เมื่อต.ค.ปีที่แล้ว เอเอสทีวีจอมืดไปสิบกว่าวัน ยังไม่ทันที่ผมจะประกาศผ่าน นสพ.ผู้จัดการ ปรากฏว่าประชาชนระดมบริจาคเงินมา 9.3 ล้านบาท ในระยะเวลาสิบกว่าวันเป็นส่วนสำคัญทำให้จอสว่างอีกครั้งแต่ทุกวันนี้ก็ยังไม่มั่นคง คนที่ดูเอเอสทีวีทั้งในและต่างประเทศมีทั้งหมด 3 ล้านกว่าคน มีเพียงประมาณ 4,000 คนที่บริจาค จะบอกว่าเป็นทีวีของประชาชนได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนยังไม่ช่วยกัน"
แกนนำสำคัญของกลุ่มพันธมิตรฯ ยังยืนยันว่าการชุมนุมไม่ได้มีขึ้นเพื่อหาเงินบริจาคประชาชนมาช่วยเหลือเองเป็นเรื่องปกติพร้อมย้ำว่าสุดท้ายแล้วหากเอเอสทีวีอยู่ไม่ได้ ก็สามารถทำใจได้ เพราะมองเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปเช่นเดียวกับบ้านเมืองที่หากกลุ่มพันธมิตรฯ สู้กฎหมายทำลายชาติไม่ได้ก็ไม่เสียใจ เพราะช่วยเต็มที่แล้ว
ผมเป็นจำเลยหมายเลข 1
การประท้วงขับไล่รัฐบาลคอร์รัปชันตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือน ก.ย. 2549 ไล่เรียงมาจนถึงการต่อต้านรัฐบาล “สมัคร สุนทรเวช”
“สมชาย วงศ์สวัสดิ์” หรือแม้แต่ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” เองก็หนีไม่พ้น เพราะขณะนี้ความขัดแย้งของร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ปะทุหนักจนกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ยกระดับการชุมนุมพุ่งเป้าไปที่การขับไล่ “นายกฯ หญิง” ด้วยปฏิเสธไม่ได้ว่าการต่อสู้ที่กินเวลาร่วม 7 ปี ของ “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” ล้วนมีต้นตอมาจาก “อดีตน้องรัก” ที่ชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร!
พล.ต.จำลอง เท้าความถึง “น้องรัก” คนสนิท ว่า สมัยก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ขับรถมาพบปะพูดคุยกันบ่อยครั้งตามประสาพี่น้องทหารตำรวจบ้านใกล้ เพราะตึกชินวัตรเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งอยู่ตรงสี่แยกราชวัตรไม่ไกลจากบ้านพักมากนัก กระทั่งวันหนึ่งบทสนทนาของการก้าวสู่ถนนการเมืองก็เริ่มต้นขึ้น
“เขาบอกผมว่า พี่ลอง ผมพอแล้วนะ กินใช้เท่าไหร่ก็ไม่หมด อยากจะมาทำงานการเมือง ตอนนั้นผมเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม แต่ผมเป็นคนขี้เกรงใจ ก็บอกไปว่า คุณน่าจะไปตั้งพรรคใหม่ จะได้ทำตามแนวทางที่ต้องการไม่ต้องเดินตามกฎระเบียบที่พรรคตั้งไว้ เขาหายไปพักหนึ่ง แล้วกลับมาบอกว่าตั้งไม่ได้ ประกอบกับช่วงนั้นรัฐบาลต้องเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงเห็นว่าน่าจะขอความดีเด่นดังของคุณทักษิณมาช่วยบ้านเมือง จึงชวนมาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนี่คือจุดเริ่มต้น”
“ต่อมาผมก็มอบให้เขาเป็นหัวหน้าพรรคแทน เพราะอยากได้คนหนุ่มและกว้างขวางในวงการธุรกิจกว่าเรา ตอนแรกเขาเดินตามกรอบของพลังธรรมทั้งหมด ไม่ซื้อเสียง ไม่แจกข้าวของแลกคะแนนเสียง ไม่โกงทั้งต่อหน้าและลับหลัง ไม่โป้ปดมดเท็จ จ้วงจาบหยาบช้า หรือใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองอื่น”
“สุดท้ายได้มาแค่ 23 ที่นั่ง!” เป็นจำนวนสส.ครึ่งหนึ่งของที่พรรคพลังธรรมเคยทำได้ 47ที่นั่ง ต่อมาพรรคพลังธรรมก้าวสู่จุดต่ำสุดในการเลือกตั้งปี 2539 เมื่อผลการเลือกตั้งออกมา ปรากฏว่าได้ สส.เพียงคนเดียว คือ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์
“ผมรู้เลยว่า พ.ต.ท.ทักษิณมาถึงทางตันเพราะผม แต่ถึงทางตันแล้วผมถอย ตรงกันข้าม พ.ต.ท.ทักษิณกลับไปเลือกเล่นการเมืองแบบเก่าจนได้เป็นใหญ่เป็นโต เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตอนที่เขาเปิดตัวพรรคไทยรักไทยที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีสมาชิกมาจากพลังธรรมกว่า 80% และก่อนจะตั้งพรรคไทยรักไทย คุณสุดารัตน์ที่เป็นเลขาพรรคพลังธรรมขณะนั้น ก็ไปตั้งกลุ่ม ‘พลังไทย’ กวาด สก.และ สข.ไปหมด เพื่อเป็นฐานให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โดยต่างรู้กันดีว่าฐานเหล่านั้นล้วนมาจากพรรคพลังธรรม”
“ถ้าตอนนั้นผมไม่ดึงเขาเข้ามาในพลังธรรม พ.ต.ท.ทักษิณคงยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ถ้าจะโทษใครละก็ ผมนี่แหละเป็นจำเลยหมายเลข 1 แต่ผมจะรู้หรือว่าเขาจะโลภขนาดนี้” “จำเลย” ที่ชื่อ “พล.ต.จำลอง” กล่าวอย่างมีอารมณ์
“ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เห็นว่าเขาดี ผู้ใหญ่หลายคนก็เห็นว่าเขาเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ ในขณะนั้น ที่เขาขายหุ้นชินคอร์ปให้เทมาเซกไม่สมควรอย่างยิ่ง เป็นการขายความมั่นคงของชาติและใช้ช่องทางกฎหมายหลีกเลี่ยงการเสียภาษี 2.6 หมื่นล้านบาท ถ้าผมจะเอาตัวรอดนั่งยิ้มเฉยๆ ก็ได้ เพราะเขาเป็นน้องผม ไม่ต้องมากินนอนกลางถนน 384 วัน 384 คืน แต่ผมทำไม่ได้ ต้องออกมาต่อต้าน เพราะมันทำลายชาติบ้านเมือง”
ถามว่า ได้คุยกับอดีตน้องรักบ้างหรือไม่ พล.ต.จำลอง ตอบว่า “ไม่ได้คุยกัน แต่เห็นเขาไปปราศรัยที่สนามหลวงด่าว่า พล.ต.จำลองหรือจะออกมากู้ชาติ หมาจรจัดยังเลี้ยงไม่ได้เลย จริงๆ แล้วผมไม่เคยออกไปโฆษณาหรือขอบริจาคเรื่องเลี้ยงหมาจรจัดมา 26 ปี แต่หลังจากที่เขาปราศรัยออกไปมีคนมาบริจาคเงินช่วยผม บอกผมว่าพอเจอหน้าผมก็นึกถึงหมา เหล่านี้มาจาก พ.ต.ท.ทักษิณที่ช่วยโฆษณา ต้องขอบคุณคนชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ” พล.ต.จำลองเล่าพลางหัวเราะ
“โดยส่วนตัวผมชอบเขานะ ถึงฟัดกันเกือบตายก็ยังนึกอยู่ว่าเขาเป็นน้องผม แต่เพื่อส่วนรวมแล้วจะปล่อยเขาไว้ไม่ได้” จำเลยหมายเลข 1 กล่าวทิ้งท้าย







