
ซูจี vs สส.ไทย
วันนี้ในที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม เอเชียตะวันออก ที่โรงแรมแชงกรีลา อองซานซูจี สส.ฝ่ายค้านของพม่า
โดย...ธนพล ไชยภาษี
วันนี้ในที่ประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม เอเชียตะวันออก ที่โรงแรมแชงกรีลา อองซานซูจี สส.ฝ่ายค้านของพม่า
และผู้นำการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยคนสำคัญของพม่าและของโลกจะขึ้นพูดในเวทีหัวเรื่องว่าด้วย “สตรีกับบทบาททางการเมือง” หัวเรื่องนี้ ตรงๆ ชัดๆ และเหมาะสมกับตัวของเธอเองอย่างยิ่ง
ซูจีน่าจะเป็นสตรีผู้ที่มีบทบาททางการเมืองมากที่สุดในโลกยุคใหม่นี้ก็ว่าได้ กับการต่อสู้ทางการเมืองสู้กับเผด็จการทหารอย่างไม่เกรงกลัว เธอไม่กลัวตาย แต่เธอกลัวว่าประชาชนชาวพม่าจะถูกกดขี่จากเผด็จการทหารไปจนวันตาย เธอจึงเลือกที่จะต่อสู้กับท็อปบู๊ตได้อย่างที่โลกไม่มีวันลืมครับ
ซูจีเสียสละทั้งชีวิตให้กับประเทศชาติ เธอเลือกไม่เดินทางออกนอกประเทศเพื่อไปดูใจครั้งสุดท้ายของสามีที่ประเทศอังกฤษ เพราะเธอกลัวว่าจะไม่ได้กลับมาพม่าเพื่อมาช่วยชาวพม่าอีก
ไม่มีความเสียสละทางการเมืองใดๆ ในโลกยุคใหม่นี้ที่จะเทียบเท่าได้กับความเสียสละของซูจีที่ให้กับชาวพม่า และประเทศชาติพม่า
หัวเรื่อง สตรีกับบทบาททางการเมือง ก็ถือว่าเหมาะสมกับเมืองไทยพอดีเช่นกัน เพราะนอกเหนือจากประเทศไทยเรามี สส.หญิงเต็มบ้านเต็มเมืองแล้ว เรายังมีนายกรัฐมนตรีหญิงอีกเสียด้วย
ถ้าจำไม่ผิด เมื่อเดือนที่แล้ว สมาคมเอเชีย โซไซตี ซึ่งเป็นองค์กรไม่หวังผลกำไร เปิดเผยผลการสำรวจสถานะของผู้หญิงที่มีบทบาทดำรงตำแหน่งทางการเมือง ปรากฏว่าไทยและฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีสตรีดำรงตำแหน่งผู้นำระดับสูงทั้งในภาคเศรษฐกิจ และการเมืองมากที่สุดในเอเชียครับ คิดเป็นถึง 39% รองลงมาคือจีน ที่ 25%
แต่เกรงว่าจะมีแต่ปริมาณ แต่คุณภาพไม่เอาถ่าน
เพราะเท่าที่สังเกตดู แม้ว่าสตรีไทยก้าวเข้ามาในแวดวงการเมืองมานานหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ไม่เห็นว่าจะกล้าสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์ทำให้การเมืองบ้านเราดูดีขึ้นแต่อย่างใด
หนำซ้ำกลับยังลอกเลียนแบบพฤติกรรมแย่ๆ ทรามๆ ของ สส.บุรุษเพศมาด้วยซ้ำ
เมื่อสองวันที่แล้ว เป็นวันที่ซูจีเดินทางไปเยี่ยมแรงงานพม่าที่มหาชัยที่ได้รับการต้อนรับจากพี่น้องชาวพม่าราวกับเป็นวีรสตรี เป็นความหวังใหม่ของชาติ
และในวันเดียวกันนั่นแหละ ที่ในรัฐสภาไทย บรรดา สส.บุรุษผู้ทรงเกียรติเกือบจะวางมวยกัน ชูนิ้วกลางกันให้ว่อน
ส่วน สส.สตรีเพศทั้งหลายก็ทำตัวไม่ต่างกันกับบุรุษเพศเหล่านั้น พวกเธอเกือบจะจิกหัวตบกันคาสภาไปแล้ว
สส.หญิงทั้งหน้าใส และพ้นความใสไปแล้วเหล่านั้น ยืนชี้หน้าด่ากันฉอดๆ เห็นแล้วก็บอกไม่ถูก
นี่แหละครับ ถึงบอกว่าสตรีในการเมืองไทย ไม่ได้สร้างความแตกต่างจาก สส.บุรุษเลยแม้แต่น้อย
เพราะน่าสมเพชพอกัน!







