
แนะเอเชียปรับตัว รับความเสี่ยง-ลดพึ่งส่งออก
ในภาวะปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงขาลง
ในภาวะปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน ทั้งจากภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรง ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่อยู่ในช่วงขาลง
โดยเฉพาะวิกฤตการณ์ในยูโรโซนที่กำลังส่งผลกระทบไปทั่วทุกภูมิภาค หลายฝ่ายจึงตั้งคำถามถึงความสามารถของภูมิภาคเอเชียตะวันออกในการรับมือกับความเสี่ยงต่างๆ เหล่านี้
นาโอยูกิ ชินโนะฮารา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวว่า ในระยะอันใกล้นี้เอเชียตะวันออกจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงหลักๆ จาก 2 ปัจจัย คือ ปัญหาหนี้ในยุโรปและราคาน้ำมันในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในระยะกลางจะต้องรับมือกับการเติบโตที่ถดถอยของเศรษฐกิจโลก ซึ่งคาดว่าจีดีพี 1% ของเศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบจากยุโรป
แม้ว่าปัจจุบันประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจสูงขึ้น เห็นได้จากอัตราการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศที่ลดลง ขณะที่การเติบโตของการค้าภายในภูมิภาคเติบโตขึ้นถึง 3 เท่าตัวในรอบ 10 ปี
อย่างไรก็ตาม หากดูจากรายละเอียดไส้ในแล้วยังพบว่าการค้าที่เติบโตขึ้น ยังมาจากสินค้าทุนที่มีความต้องการสุดท้ายอยู่ในกลุ่มอียูและสหรัฐ ทำให้หากปัญหาในตะวันตกลุกลามก็จะมีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภูมิภาคนี้ ในแง่การค้าและการลงทุน ดังนั้น กลุ่มประเทศในภูมิภาคนี้ต้องเร่งสร้างความเข้มแข็งเพื่อเสริมภูมิคุ้มกัน ด้วยการสร้างความร่วมมือเพื่อกำหนดกรอบแผนรับมือล่วงหน้าไว้เป็นกันชน
อิดริส จาลา รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย มองว่า กลุ่มประเทศอาเซียนขณะนี้มีความแข็งแกร่งพอจะรับมือต่อวิกฤตยูโรโซน แต่คงไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อภาคการค้าได้ ดังนั้น กลุ่มอาเซียนจึงควรเตรียมพร้อมรับมือต่อความเสี่ยง ด้วยการเพิ่มสัดส่วนการบริโภคในประเทศ นอกจากนี้ภาครัฐและเอกชนควรจัดตั้งกองทุนขึ้นมาไว้คอยช่วยเหลือระหว่างกันในยามจำเป็น
“ตัวอย่างในมาเลเซีย 70% ของเศรษฐกิจมาจากการบริโภคในประเทศ ขณะที่การส่งออกอยู่ที่ 9% นอกจากนี้ยังกำหนดกฎหมายห้ามกู้ยืมเงินสูงกว่า 55% ของจีดีพีอินโดนีเซียพึ่งพาการส่งออกเพียง 22% เช่นกัน การตั้งกองทุนต้องเป็นรูปธรรม” อิดริส กล่าว
เจน ฮาร์แมน ผู้อำนวยการ ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารของศูนย์ศึกษานานาชาติสำหรับนักวิชาการ วูดโรว์ วิลสัน กล่าวว่า เอเชียตะวันออกยังมีปัจจัยเสี่ยงและปัญหาหลายด้านที่ต้องเร่งแก้ไข ได้แก่ ช่องว่างระหว่างคนจนและคนรวย และความพร้อมในการจัดการเมื่อเกิดภัยพิบัติ เช่น กรณีน้ำท่วมในไทย สึนามิในญี่ปุ่น แผ่นดินไหวในอินโดนีเซีย ซึ่งนำไปสู่ภาวะขาดแคลนอุปทานทั่วโลก ภาครัฐและเอกชนต้องเพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน







