
ส่งออกโคม่า
ตัวเลขการส่งออกล่าสุดเดือน เม.ย. 2555 ติดลบถึง 3.7% เมื่อเทียบเป็นสกุลเหรียญสหรัฐ ถือเป็นสัญญาณร้ายเศรษฐกิจที่ยิ่งนับวันยิ่งหลอกหลอนมากขึ้น
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
ตัวเลขการส่งออกล่าสุดเดือน เม.ย. 2555 ติดลบถึง 3.7% เมื่อเทียบเป็นสกุลเหรียญสหรัฐ ถือเป็นสัญญาณร้ายเศรษฐกิจที่ยิ่งนับวันยิ่งหลอกหลอนมากขึ้น
มูลค่าการส่งออกของไทยตั้งแต่ต้นปีมาถึงเดือน เม.ย. 2555 คิดเป็นเวลา 4 เดือน มีมูลค่าติดลบถึง 3 เดือน ไล่ตั้งแต่เดือน ม.ค. ติดลบ 6% เดือน มี.ค ติดลบ 6.5% และเดือน เม.ย. ติดลบ 3.7% มีเพียงเดือน ก.พ. เดือนเดียวเท่านั้นที่เป็นบวกได้ 4.2%
การส่งออกถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ เป็น 1 ใน 4 เครื่องยนต์ที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาตลอดหลายสิบปี มีสัดส่วนมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี)
ดังนั้น เมื่อการส่งออกมีปัญหา เศรษฐกิจก็ย่อมวิกฤตไปด้วยในที่สุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เห็นได้ชัดจากการส่งออกไทยในไตรมาสแรกที่เหมารวมติดลบเกือบ 10% ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้น้อยกว่าที่ประมาณการไว้มาก โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกโต 0.3% ต่อปีเท่านั้น
ยิ่งเมื่อเทียบกับประมาณการเศรษฐกิจไทยของกระทรวงการคลัง ที่เดิมคิดว่าไตรมาสแรกจะโตได้ 2% แต่เอาเข้าจริงโตได้พลาดเป้าไปเป็นจำนวนมาก ก็เพราะพิษของการส่งออกนี่เอง เพราะคลังคาดว่าการส่งออกจะฟื้นตัวจากน้ำท่วมได้เร็วกว่านี้ แต่วันนี้ปรากฏข้อเท็จจริงว่าไม่เป็นอย่างที่คิด
ภาคอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ดูจะมีปัญหาการส่งออกขยายตัวได้ไม่ตามเป้ามากที่สุด ซึ่งเป็นผลจากน้ำท่วมใหญ่ปลายปีที่ผ่านมา ได้รับความเสียหายหนัก การลงทุนยังกลับมาไม่เต็มร้อยเหมือนเดิม ส่วนหนึ่งก็มาจากยังกลัวน้ำท่วมรอบใหม่ที่จะถึงไม่กี่เดือน บางส่วนก็หาช่องย้ายฐานหนีไปที่อื่นที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ลงทุนได้คุ้มค่ามากกว่า
การส่งออกที่ครึ่งปีแรกตกอยู่ในอาการโคม่า ทำให้เป้าที่ตั้งไว้ทั้งปีโตได้ 15% จึงเป็นฝันที่อยู่ไกลและเป็นไปได้ยากเหลือเกิน แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์ที่เป็นหัวเรือใหญ่จะติวเข้มทูตพาณิชย์ให้โหมโรงเซลส์การส่งออกของประเทศเป็นการใหญ่ ทุ่มเงินเดินสายทั้งโลกหลายพันล้านบาทเพื่อเสกเป้าส่งออกให้ได้ 15% ต่อปี ดูเหมือนเรื่องเข็นครกขึ้นภูเขา
เพราะนั่นหมายความว่าในช่วง 8 เดือนที่เหลือของปี จะต้องเร่งปั๊มตัวเลขการส่งออกให้ขยายตัว 20% ทุกเดือน ซึ่งเป็นการโตแบบก้าวกระโดดแล้วกระโดดอีก ซึ่งประเมินแล้วเป็นได้ แต่ความหวังห่างไกลความเป็นจริง
ที่แน่ๆ เอกชนผู้ส่งออกเขายกธงขาวทำใจว่าการส่งออกปีนี้อย่างไรก็ไปไม่ถึงฝั่ง เดินหน้าทำให้มากที่สุด ขาดทุนกำไรให้น้อยที่สุด หรือเลวร้ายสุดก็ขอให้เสมอตัวไม่เข้าเนื้อ แล้วปีหน้าค่อยว่ากันใหม่
เหตุผลที่การส่งออกของไทยหมดหวัง ต้องยอมรับว่ามาจากหลายปัจจัย ปัญหาน้ำท่วมกวาดภาคอุตสาหกรรมเสียหายราบเป็นหน้ากลอง ทำให้การส่งออกของไทยลุ่มๆ ดอนๆ ในวันนี้
ปัญหาเศรษฐกิจในต่างประเทศต้องบอกว่ามีแต่ทรงกับทรุด เศรษฐกิจสหรัฐผ่านปัญหาวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์มาได้แล้วก็จริง แต่ก็ยังขยายตัวได้ช้าและไม่มาก เศรษฐกิจยุโรปอาการหนัก ปัญหากรีซยังแก้ไม่จบ และยังทำท่าลุกลาม ประเทศสเปน อิตาลี โปรตุเกส
ซึ่ง ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า หากยุโรปคุมวิกฤตครั้งนี้ไม่อยู่จะเกิดความเสียหายกับเศรษฐกิจถึง 3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เท่ากับความเสียหายที่เกิดขึ้นในวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐ ซึ่งจะส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง โดยเฉพาะการส่งออกของไทยให้ทรุดหนักลงไปอีก
นอกจากนี้ เศรษฐกิจจีนโตไม่ถึง 8% ต่อปี มีการอัดฉีดเงินกระตุ้น 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังมีอัตราการว่างงานสูง ล้วนแล้วแต่กระทบการส่งออกของไทยทั้งนั้น
แม้ว่ากระทรวงพาณิชย์จะออกมายกเหตุหักลบกลบผลกระทบที่เกิดขึ้น สัดส่วนการส่งออกไปยุโรป สหรัฐ จะเหลือแค่แห่งละ 10% โดยขยายการส่งออกมาในภูมิภาคเดียวกันมากขึ้น
แต่ก็ทำใจว่าการที่ยุโรปมีปัญหาย่อมกระทบกับทั้งโลก รวมถึงประเทศในเอเชีย ดังนั้นการส่งออกที่ส่งออกไปในภูมิภาคที่มีสัดส่วนสูงขึ้น ย่อมหนีไม่พ้นผลกระทบที่เกิดขึ้น แม้ว่าจะไม่ตกจนติดลบ แต่ก็จะโตได้ต่ำกว่าเป้าที่อยากให้เป็น
เมื่อสถานการณ์การส่งออกของไทยมีแต่ทรงกับทรุดเช่นนี้ รัฐบาลก็ต้องยอมรับว่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยโตได้น้อยกว่าที่ประมาณการไว้ค่อนข้างแน่นอน
ที่ประมาณการไว้ว่าเศรษฐกิจปี 2555 จะโตได้ 5-6% เห็นทีจะหลุดเป้า แม้ว่ายังใจแข็งยืนเป้าเดิม หรือเพิ่มเป้ามากขึ้น ก็เป็นผลทางจิตวิทยาไม่ให้ขวัญกำลังใจนักลงทุนเสียเท่านั้น
แต่ในความเป็นจริง การทำให้ได้ตามเป้าไม่ใช่เรื่องง่าย แม้แต่กระทรวงการคลังเองก็ออกมาประเมินว่าวิกฤตยุโรปอย่างเดียวหากมีปัญหาเลวร้ายสุดๆ จะทำให้เศรษฐกิจไทยทรุดลง โตได้เหลือ 4% ต่อปีเท่านั้น
ทั้งหมดยังไม่รวมปัจจัยผลกระทบอื่น ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ผันผวน ยังประเมินได้ยากว่าจะทรงตัวและต่ำลง หรือยังผันผวนแพงขึ้นต่อเนื่องเหมือนปลายปีที่ผ่านมา
ปัญหาเงินเฟ้อยังเป็นฝันร้ายของเศรษฐกิจไทย ราคาของแพงขึ้นจากนโยบายขึ้นค่าจ้าง 300 บาท หรือเงินเดือน 1.5 หมื่นบาท ผสมโรงกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้เงินเฟ้อเริ่มเป็นอุปสรรคการขยายตัวเศรษฐกิจมากขึ้น
สิ่งที่ตามมา คือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องดำเนินนโยบายดอกเบี้ยสูงดูแลเสถียรภาพ ทำให้กระทบการลงทุนการบริโภคทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวในที่สุด ดังจะเห็นว่าที่ผ่านมารัฐบาลพยายามออกมากันดัน ธปท. ให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงมากกว่านี้ เพราะต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และลดต้นทุนการกู้เงินของรัฐบาลจำนวนมหาศาล
การดำเนินโครงการประชานิยมจำนำข้าว พักหนี้ รถคันแรก บ้านหลังแรก ขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท ใช้เงินเป็นหลายแสนล้านบาท เป็นภาระงบประมาณให้ชักหน้าไม่ถึงหลังในอนาคตอันใกล้ เป็นโรคร้ายที่ถูกซุกไว้รออาการกำเริบ
การใช้จ่ายงบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ การเบิกจ่ายงบลงทุนและการพัฒนาประเทศอืดเป็นเรือเกลือ การออก พ.ร.ก.กู้เงินเพื่อการพัฒนาจัดการน้ำ หลังน้ำท่วมหใหญ่ 3.5 แสนล้านบาท ผ่านไปครึ่งปี ยังมีการกู้ไปใช้จ่ายจริงไม่ถึง 2 หมื่นล้านบาท
การลงทุนในประเทศ ที่เป็นการสร้างงาน สร้างการส่งออกของประเทศ ก็มีปัญหา จากการรายงานของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ พบว่า การลงทุนเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาหดตัว น้อยกว่าช่วงเดียวกันปีก่อนถึง 40%
ที่สำคัญ ปัจจัยภายในประเทศ ปัญหาการเมืองที่วิกฤตขึ้นอีกครั้งจากการเดินหน้าของรัฐบาลที่ออก พ.ร.บ.ปรองดอง ทำให้เกิดการคัดค้านจากม็อบเสื้อเหลืองนอกสภา ในสภาเองก็ดุเดือดถึงขั้นมีการวางมวยตบตีกันเหมือนดูละครหลังข่าว ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่วงเวียนวงกรรมเดิม ถึงทางตันไม่มีทางออก ลากเศรษฐกิจไทยลงเหวในที่สุด
แม้ว่าความขัดแย้งใหม่เพิ่งเริ่มเปิดฉากประลองกำลังกันยกแรก แต่นักธุรกิจผู้ประกอบการ ต่างผวากันทั่วหน้าว่า สุดท้ายหนีไม่พ้นเกิดความรุนแรงที่กลายเป็นประเพณีประจำปีไปแล้ว
ถึงวันนี้ผู้ประกอบการนักธุรกิจฟันธงว่า ปัญหาการเมืองเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 1 ไม่แพ้การส่งออกที่ตกต่ำลงเหว
ขณะที่ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ออกมาเปิดเผยว่า วิกฤตการเมืองรอบใหม่เป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยที่เหลือของปี เป็นเรื่องที่ต้องประเมินใกล้ชิด
ทั้งหมดเป็นความเสี่ยงเศรษฐกิจไทย ที่ยิ่งนานวันยิ่งมากขึ้นเป็นดินพอกหางหมู การส่งออกมีปัญหาแก้ยังไม่ตก ปัญหาเศรษฐกิจในต่างประเทศคุมไม่ได้ การบริหารเศรษฐกิจภาย ในมีปัญหาติดขัดๆ สิ่งที่ควรทำไม่ได้ทำ แต่สิ่งไม่ควรทำกลับเร่งทำ และได้ไม่คุ้มเสีย
ที่สำคัญ รัฐบาลยังสร้างปัญหา ลากปัญหาการเมืองทำเพื่อคนเฉพาะกลุ่มมาเป็นน้ำมันราดเผาเศรษฐกิจไทยซ้ำอีกทางหนึ่ง ชนิดไม่สนใจประเทศจะเป็นอย่างไร และอย่างนี้รัฐบาลและรัฐมนตรีที่บริหารเศรษฐกิจยังยืนยันอีกหรือว่า การส่งออกและเศรษฐกิจของไทยจะโตได้ตามเป้าที่ตั้งไว้







