posttoday
สู้เพื่อหลัก

สู้เพื่อหลัก

31 พฤษภาคม 2555

โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์

โดย...ภุมรัตน์ ทักษาดิพงษ์

คนไทยในวันนี้มีสองอารมณ์ที่ตรงกันข้าม อารมณ์หนึ่งเป็นความปลื้มปีติที่ได้ยินข่าว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงหายจากอาการพระประชวร และทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง และได้เฝ้ารับเสด็จอย่างน้อยทางโทรทัศน์ร่วมกับพสกนิกรใน จ.พระนครศรีอยุธยา และจังหวัดใกล้เคียง ที่หลั่งไหลไปเฝ้าชมพระบารมีและแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งเสด็จฯ ไปยังทุ่งมะขามหย่องเมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2555 คนไทยทั่วประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ตื้นตันใจมาก หลายคนถึงกับน้ำตาไหลเพราะความปลื้มปีติ

ในประวัติศาสตร์ชาติไทย เมื่อใดก็ตามที่พระมหากษัตริย์ทรงพระประชวร บ้านเมืองมักเกิดความวุ่นวายเนื่องจากมีคนคิดแย่งราชบัลลังก์ เมืองไทยวันนี้ก็เช่นกัน เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร ได้มีความพยายามบ่อนทำลายสถาบันในรูปแบบต่างๆ ทั้งการให้ร้ายป้ายสี หมิ่นประมาท ดูหมิ่น สาปแช่ง รวมทั้งความพยายามยกเลิกมาตรา 112 กฎหมายอาญาซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการปกป้องสถาบันสูงสุด แม้ไม่ใช่เป็นการแย่งราชบัลลังก์ แต่อาจเป็นการล้มราชบัลลังก์เลยทีเดียว อย่างไรก็ดี วันนี้สถานการณ์เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว

การเสด็จฯ ไปทุ่งมะขามหย่อง เป็นที่น่าสังเกตว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงชุดทหารพลร่ม ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีและเข้มแข็งที่สุด ทุ่งมะขามหย่องเคยเป็นที่รวมพลทหารก่อนพระมหากษัตริย์ยกทัพออกไปสู้กับศัตรู และเคยเป็นสนามรบซึ่งทหารกล้าได้พลีชีพปกป้องประเทศชาติ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร อดีตหัวหน้านายตำรวจราชสำนัก ซึ่งเคยถวายงานกว่า 10 ปี ได้เขียนในบทความของท่านในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันที่ 29 พ.ค. 2555 เรื่อง “ชัยชนะของคนไทยที่ทุ่งมะขามหย่อง” โดยสรุปว่า “ถ้าหากว่าเป็นการสงคราม การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมทุ่งมะขามหย่องในวันศุกร์ที่ 25 พ.ค. 2555 นั้น ก็ไม่ต่างอะไรกับการเคลื่อนทัพของประชาชน ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นธงชัย ที่กำลังจะนำความอุ่นใจและความมั่นใจกลับมาสู่ประชาชนและประเทศอีกวาระหนึ่ง”

คนไทยอยู่ในอารมณ์ปีติโสมนัสได้เพียงวันสองวันเท่านั้น อารมณ์ปีตินั้นก็หายไปและทดแทนด้วยอารมณ์ขุ่นมัว จากการที่นักการเมืองเสนอสิ่งที่อ้างว่าเป็น พ.ร.บ.ปรองดองแห่งชาติ เข้าสภาเพื่อลบล้างความผิดหรือฟอกขาวให้กับคุณทักษิณ ซึ่งประธานรัฐสภาได้รีบเร่งบรรจุเข้าวาระประชุมโดยทันทีและคงขยายเวลาประชุมสมัยนี้ออกไปอีกหลังจากที่ขยายเวลาเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญไปแล้วรอบหนึ่ง นอกจากนั้นยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่หอบหิ้วรายชื่อมาเสนอให้แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นเครื่องมือในการปกป้องคุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์

สิ่งที่คุณทักษิณได้ต่อสู้ตลอดระยะเวลา 6 ปีเพื่อลบล้างความผิดของตนเองและพวก และเอาทรัพย์สินที่ถูกยึดไปคืนมา กำลังจะรู้ผลในเวลาอีกไม่นาน แทนที่รัฐบาลและสภาจะสนใจเอาใจใส่ดูแลความเดือดร้อนของประชาชน กลับเร่งรีบรวบรัดลุกลี้ลุกลน ทำทุกอย่างเพื่อคนคนเดียว รัฐบาลกำลังหยิ่งผยองลำพองในพลังอำนาจที่มีอยู่ทั้งในและนอกสภาว่าจะไม่มีใครมาคัดค้านได้ ทำให้องค์กรภาคประชาชนหลายแห่งรวมตัวกันไปประท้วงที่หน้ารัฐสภา

กลุ่มคนที่ไปชุมนุมไม่ใช่เพียงคัดค้านการออกกฎหมายเพื่อลบล้างความผิดให้กับคุณทักษิณเท่านั้น ที่สำคัญกว่า คือ การออกมาต่อสู้เพื่อรักษาหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หลักการตรวจสอบและถ่วงดุลของอำนาจทั้งสาม หลักนิติรัฐและนิติธรรม ความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการที่ไม่ถูกแทรกแซงหรือครอบงำจากฝ่ายใด การต่อสู้ครั้งนี้มีเดิมพันสูงมาก ฝ่ายหนึ่งต่อสู้เพื่อให้ได้มาในสิ่งที่ตนต้องการซึ่งเป็นผลประโยชน์เฉพาะตัวและบริวาร แต่ประชาชนกำลังต่อสู้เพื่อรักษาระบอบการปกครองของชาติบ้านเมืองไว้ ทั้งสองฝ่ายต้องทุ่มสรรพกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มที่ เพราะนี่คือการแพ้ชนะที่มีบ้านเมืองเป็นเดิมพัน

ปัจจุบัน รัฐบาลภายใต้การชี้นำของคุณทักษิณสามารถเข้าคุมอำนาจบริหารและนิติบัญญัติได้เรียบร้อยแล้ว ยังเหลือเพียงอำนาจตุลาการเท่านั้นที่พยายามแทรกแซงแต่ยังคุมไม่ได้ หากกฎหมายนี้ผ่านสภา ก็เท่ากับเป็นการใช้อำนาจนิติบัญญัติเหนืออำนาจตุลาการ ลบล้างคำพิพากษาใดๆ ที่ฝ่ายตุลาการได้วินิจฉัยไว้แล้ว อีกทั้งเป็นการทำลายองค์กรตรวจสอบอื่นๆ ซึ่งเท่ากับทำลายหลักการประชาธิปไตยเรื่อง “การตรวจสอบและถ่วงดุล” หลัก “นิติรัฐ” และ “นิติธรรม” จะเหลือเพียงตัวอักษรเท่านั้น ต่อไปหลักการว่าด้วย “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” และ “การมีส่วนร่วมของประชาชน” จะถูกกระทบแน่นอน

นอกจากสู้เพื่อรักษาหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแล้ว ประชาชนยังต่อสู้เพื่อรักษาสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงวางหลักไว้ให้ศาลยุติธรรมปลอดจากการแทรกแซงจากอำนาจอื่น และเป็นการรักษาพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ว่า “ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ เพื่อให้อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของราษฎร”

ถึงเวลาหรือยังที่คนไทยจะเคลื่อนทัพภายใต้ธงชัยเพื่อปกป้องหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นี่เป็นช่วงเวลาที่เป็นอันตรายที่สุดต่อประเทศชาติและราชบัลลังก์ สงครามครั้งนี้จะเรียกว่าเป็น “สงครามครั้งสุดท้าย” ก็ได้ ในขณะที่คุณทักษิณเคยประกาศว่า “ผมแพ้ไม่ได้” ประชาชนก็แพ้ไม่ได้เช่นกัน เพราะเดิมพันครั้งนี้คือชาติบ้านเมือง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท