
ขบวนการมอดไม้ซื้อยกหมู่บ้านสรางฐานมวลชนตัดไม้พะยูง
โดย...ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
โดย...ประสิทธิ์ ตั้งประเสริฐ
ไม่ว่าจะปราบปรามจับกุม เพิ่มความเข้มงวดกวาดล้างเท่าใด แต่ข่าวการลักลอบตัดไม้พะยูง ไม้เศรษฐกิจราคาสูงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศก็ยังคงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง ก่อนหน้านี้มีข้อสงสัยว่ามีเจ้าหน้าที่ร่วมขบวนการทำให้ปราบปรามได้ยาก กระทั่งมีการย้ายเจ้าหน้าที่ทั้งตำรวจและป่าไม้ที่ต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่ภาคอีสานไปแล้วนับ 10 นาย แต่ขบวนการมอดไม้ก็ยังไม่หมดสิ้นไป
นุวรรต ลีลาพตะ ผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติทับลาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันกลุ่มลักลอบตัดไม้พะยูงได้เปลี่ยนพื้นที่จาก จ.อุบลราชธานี เข้ามาลักลอบตัดไม้พะยูงในเขตอุทยานแห่งชาติทับลานมากขึ้น ในห้วงระยะเวลา 5 เดือนที่ผ่านมา จับกุมกลุ่มลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ อ.ครบุรี และ อ.เสิงสาง จ.นครราชสีมา ได้รวม 15 คดี มูลค่ามากกว่า 40 ล้านบาท
นุวรรต กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้ขบวนการลักลอบตัดไม้พะยูงหันเข้ามาพื้นที่ป่าทับลาน เนื่องจากเจ้าหน้าที่ได้กดดันปราบปรามกลุ่มผู้ลักลอบตัดไม้ใน จ.อุบลราชธานี แหล่งไม้พะยูงใหญ่ที่สุดอย่างหนัก มีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้อง
“ในอดีตเคยมีคนในพื้นที่ทับลานลักลอบตัดไม้ แต่เลิกไปนานแล้ว แต่เมื่อมีการติดต่อมา โดยให้ค่าตอบแทนสูง ทำให้บุคคลกลุ่มนี้หันกลับมาประกอบอาชีพนี้อีกครั้งหนึ่ง มีการกระจายข่าวไปยังกลุ่มที่เคยทำไม้ในพื้นที่ต่อไปอีก จนทำให้มีผู้ร่วมขบวนการแพร่หลายเป็นกลุ่มก้อน จากการข่าวทราบว่ามีกลุ่มผู้ร่วมขบวนการอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานไม่น้อยกว่า 100 คน”
แต่สิ่งที่น่ากังวลมากที่สุด คือ การพัฒนารูปแบบวิธีการของขบวนการลักลอบตัดไม้
“ขบวนการนี้มีการร่วมมือกัน ทำกันแบบยกชุมชน รวมตัวอย่างเหนียวแน่น แบ่งหน้าที่อย่างชัดเจน ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นที่อยู่ในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียงที่มีการสนิทสนมกันกับกลุ่มผู้ร่วมขบวนการ ทำให้การข่าวของเจ้าหน้าที่สับสน ข้อมูลไม่แน่นอน เพราะการบิดเบือนข้อมูลของผู้ร่วมขบวนการ อุทยานแห่งชาติทับลานมีกำลังไม่เพียงพอที่จะสอดส่องดูแลพื้นที่ป่าที่มีขนาดกว้างใหญ่ได้อย่างทั่วถึง หากไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่”
ข้อมูลที่นุวรรตเปิดเผยนั้น มาจากคำให้การของผู้ต้องหา ซึ่งเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติทับลานที่ 3 (คลองน้ำมัน) ร่วมกับชุดเฉพาะกิจป้องกันปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับป่าไม้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และตำรวจ สภ.ครบุรี จ.นครราชสีมา จับกุมได้กลางป่าทับลานเมื่อไม่นานมานี้
ศักดิ์ (นามสมมติ) ชาวบ้าน ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี ผู้ต้องหาที่ถูกจับกุมได้ ให้ข้อมูลของขบวนการมอดไม้อย่างหมดเปลือก โดยเปิดเผยว่า ลักลอบตัดไม้ในพื้นที่ป่าทับลานเป็นครั้งที่ 4 ในรอบปี ได้ไม้พะยูงไปแล้วรวมมูลค่ากว่า 5 ล้านบาท และยังมีผู้ร่วมขบวนการอีกกว่า 30 คน
ศักดิ์ กล่าวว่า ในขบวนการซึ่งทำกันเกือบทั้งหมู่บ้าน มีการแบ่งงานกันทำ โดยแบ่งเป็นกลุ่มชี้จุดที่จะต้องเข้าไปตัดไม้ กลุ่มที่เข้าไปทำการตัดแปรรูปไม้ กลุ่มขนย้ายไม้ออกจากพื้นที่เพื่อรอรถยนต์มาลำเลียงออกไปจากพื้นที่ โดยการตัดและแปรรูปไม้ใช้เวลาเพียง 3 ชั่วโมงเท่านั้น จากนั้นจะใช้เวลาในการขนย้ายไม้ออกจากจุดตัดไม้เพียง 23 ชั่วโมง
“นอกจากนี้ จะมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเฝ้าดูต้นทาง โดยจะใช้วิทยุสื่อสารประสานงานกัน จับตาความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ และคอยเบี่ยงเบนความสนใจเจ้าหน้าที่ด้วยการปล่อยข่าวลวงต่างๆ ให้เจ้าหน้าที่เกิดความสับสน” ศักดิ์ ให้การ
สำหรับค่าจ้างที่ทำให้ชาวบ้านส่วนหนึ่งยอมทำผิดกฎหมายและทำลายระบบนิเวศในชุมชนนั้น ศักดิ์ บอกว่า จะได้รับเฉลี่ยคนละ 23 หมื่นบาทต่อครั้ง โดยนายทุนที่ว่าจ้างจะจ่ายให้เมื่อรถยนต์ที่เข้ามาขนไม้มารับไม้ยังจุดนัดหมาย ซึ่งมักจะเป็นเวลา 23 วัน หลังจากตัดและขนไม้ออกมารอ
ขณะที่นุวรรต ให้ข้อมูลอีกว่า นอกเหนือจากการทำงานเป็นทีมแล้ว ขบวนการลักลอบตัดไม้ที่ซื้อชาวบ้านเกือบทั้งชุมชนมาเป็นพวก ยังวางแผนบั่นทอนขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่อีกด้วย
“มีการปล่อยข่าวลวงกล่าวหาเจ้าหน้าที่รับสินบน หรือการร้องเรียนผ่านทางบัตรสนเท่ห์ไปยังหน่วยเหนือ ทำให้หลายครั้งเจ้าหน้าที่ต้องถูกสอบสวนและขั้นตอนแผนงานที่วางไว้ในการปฏิบัติงานหยุดชะงัก ไม่ต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการทำลายขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่ให้เกิดความหวาดระแวงในการทำหน้าที่อีกด้วย”
ในฐานะผู้เฝ้ารักษาผืนป่า นุวรรต เห็นว่า หากชาวบ้านยังเห็นแก่เงินค่าจ้าง ทำลายป่า ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ ปัญหาก็จะไม่มีวันหมดไปและจะลุกลามต่อเนื่องไปอีกเรื่อยๆ เพราะความเข้มแข็งในการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงกลุ่มประชาชนที่ยังคงอนุรักษ์หวงแหนธรรมชาติ จะถูกอำนาจเงินครอบงำและบั่นทอนกำลังลงเรื่อยๆ
“ต้องทำให้ชาวบ้านและคนในพื้นที่ให้รับรู้ถึงความสำคัญในการอนุรักษ์และหวงแหนป่าไม้และสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน มิใช่หวังเพียงผลประโยชน์ส่วนตัวเพียงเล็กน้อย”







