
โลกหมดหวังพลัง ศก.จีนวันนี้ไม่มี "ยาแรง"
ความตั้งใจของรัฐบาลจีนเป็นที่ชัดเจนว่า เราจะไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ขึ้นเพื่อพุ่งเป้าให้เกิดการเติบโตในระดับสูงต่อไป
โดย...ธนพล ไชยภาษี
“ความตั้งใจของรัฐบาลจีนเป็นที่ชัดเจนว่า เราจะไม่ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่ขึ้นเพื่อพุ่งเป้าให้เกิดการเติบโตในระดับสูงต่อไป แต่ความพยายามของเราในปัจจุบันนั้นจะมุ่งไปที่การสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยจะใช้วิธีที่ไม่ซ้ำรอยเมื่อ 3 ปีก่อน”
เป็นหลักฐานที่ชัดเจนที่สุดจากการรายงานของสำนักข่าวซินหัว สื่อกระบอกเสียงของทางการจีนที่ยืนยันกับชาวโลกในวันนี้ว่า จีนจะไม่ใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือ “อัดยาแรง” เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเพื่อฉุดให้เกิดการเติบโตอีกต่อไปนับจากนี้ เพียงแต่จะใช้มาตรการกระตุ้นแบบ “เล็กๆ” ที่สร้างความเสี่ยง “น้อยๆ” ให้กับเศรษฐกิจของประเทศเท่านั้น
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวนี้เองที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วเอเชียเมื่อวานนี้ดิ่งเหวกันระเนระนาด อย่าง ดัชนีฮั่งเส็งของฮ่องกง ดิ่งเหวลงไปถึง 2.3% เมื่อทราบข่าว ส่วนดัชนีคอมโพสิตของตลาดเซี่ยงไฮ้ก็ดิ่งลงไป 0.2% เช่นกัน
เพราะเศรษฐกิจโลกในวันนี้ยังคงฝากความหวังไว้กับเศรษฐกิจจีนเช่นเดิม ว่าจะเป็นแรงขับเคลื่อนให้เดินหน้าต่อไปได้ หลังจากที่ต้องพบกับความซบเซามาเป็นระยะๆ จากสภาพเศรษฐกิจที่ไม่สู้ดีนักจากฝั่งสหรัฐ และปัญหาวิกฤตหนี้ในภูมิภาคยุโรปที่กำลังเป็นความเสี่ยงที่น่ากลัวที่สุดสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
ต้องทำความเข้าใจกันว่า เกิดอะไรขึ้นกับจีน และจีนกำลังจะทำอะไร?
สภาพเศรษฐกิจของจีนในปัจจุบัน ต้องบอกว่ากำลังอยู่ในช่วงขาลงอย่างแท้จริง จาก 2 เหตุผล คือ
ประการแรก จีนได้ใช้มาตรการที่ค่อนข้างรุนแรงในช่วงก่อนหน้านี้เพื่อควบคุมภาวะเงินเฟ้อในภาคอสังหาริมทรัพย์และราคาอาหาร ตลอดจนมาตรการเพื่อลดความร้อนแรงทางเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง จึงส่งผลให้เศรษฐกิจจีนเข้าสู่ทิศทางขาลง แต่เป็นการลงที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงจนเกินไป จนอาจจะเลยเถิดไป และเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจของประเทศ
ประการที่สอง ภาคการส่งออกของจีนเองกำลังประสบกับผลกระทบจากความซบเซาอย่างรุนแรงเช่นกัน สืบเนื่องมาจากภาวะซบเซาในสหรัฐและยุโรป โดยเห็นได้จากตัวเลขการค้าต่างประเทศของจีนที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกันกับการเติบโตของภาคการผลิตของจีนที่เชื่องช้ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2009 ทีเดียว
โดยเฉพาะผลกระทบจากการใช้นโยบายประหยัดในยุโรปนั้นถือว่ากำลังสร้างความลำบากใจให้กับผู้ส่งออกจีนมากที่สุดในเวลานี้
นั่นคือเหตุผลว่าเพราะเหตุใดบรรดาผู้กำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจของจีนต้องกลับมาใช้กลยุทธ์กระตุ้นเศรษฐกิจกันอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอตัวที่รุนแรงจนถึงกับ “ล่ม” หรือ “ฮาร์ดแลนดิง” ได้ ดังที่กูรูเศรษฐกิจทั่วโลกหวั่นเกรง
จากการสำรวจของบลูมเบิร์กนั้น คาดว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2012 นี้ จะอยู่ที่ 8.2% เท่านั้น ซึ่งพิจารณาตัวเลขแล้วอาจจะดูเหมือน “เยอะ” สำหรับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก
ทว่าสำหรับเขตเศรษฐกิจที่มีประชากรมหาศาลมากถึง 1,400 ล้านคนนั้น การเติบโตในระดับตัวเลขเดียวยังถือว่าน้อยมาก ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นการเติบโตที่จะน้อยที่สุดของจีนนับตั้งแต่ปี 1999 เป็นต้นมาเลยทีเดียว
ดังนั้น รัฐบาลจีนจำเป็นต้องงัดมาตรการกระตุ้นออกมาใช้อีกครั้งหนึ่งในวันนี้ นั่นก็คือ การกระตุ้นผ่านภาคเอกชนในโครงการต่างๆ มูลค่า 6.6 หมื่นล้านหยวน รวมไปถึงโครงการอุดหนุนราคาสินค้าเครื่องมือเครื่องใช้ที่ประหยัดพลังงานอีก มูลค่า 2.65 หมื่นล้านหยวน
“การเอาแต่ปั๊มเงินจากภาครัฐเพื่อมุ่งเป้าเพียงเพื่อการสร้างการเติบโตนั้นถือว่าไม่ใช่วิธีทางที่ยั่งยืนนัก และจีนจะมุ่งเน้นไปยังการกระตุ้นผ่านการลงทุนของภาคเอกชนในโครงสร้างต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทางรถไฟ โครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน พลังงาน โทรคมนาคม สาธารณสุข และการศึกษา แทน” ซินหัวรายงาน
เป็นเหตุผลที่ชัดเจนว่าเพราะเหตุใดจีนจึงไม่ใช้ยาแรงในครั้งนี้ ยิ่งไปกว่านั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจในครั้งปัจจุบันนี้ รัฐบาลจีนยังจะมุ่งเน้นการกระตุ้นผ่านภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคการลงทุนในประเทศไปในตัวด้วย
อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าทั้งสองโครงการหลักเมื่อรวมกันแล้ว คิดเป็น 9.25 หมื่นล้านหยวนเท่านั้น เทียบไม่ได้กับเมื่อครั้ง 3 ปีก่อน ที่จีนทุ่มเงินกระตุ้นเศรษฐกิจลงไปมากถึง 4 ล้านล้านหยวน! (ราว 5.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ)
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2008 เมื่อวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐได้ลุกลามเข้าสู่ภาคการเงิน และลามต่อเข้าสู่ภาคเศรษฐกิจจริงของโลกอย่างรุนแรงและรวดเร็วยิ่งกว่ามะเร็ง จีนก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วงที่สุด เนื่องจากการส่งออกไปยังตลาดสหรัฐฟุบตัวอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้รัฐบาลกรุงปักกิ่งต้องเลือกทางออกด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน
มาตรการหว่านเงิน 4 ล้านล้านหยวน ลงสู่ภาคเศรษฐกิจของจีนคือคำตอบที่ดีที่สุดในขณะนั้น แต่แม้ว่า 4 ล้านล้านหยวน จะทำให้จีนพ้นจากภาวะถดถอยมาได้อย่างหวุดหวิด และทำให้หลายชาติในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เช่น ออสเตรเลีย ที่รอดพ้นภาวะการถดถอยทางเศรษฐกิจไปได้จากการส่งออกหินแร่เพื่อการก่อสร้างไปยังจีนที่พุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทว่าการอัดยาแรงดังกล่าวของจีน ก็ต้องทำให้ปักกิ่งต้องปวดหัวกับผลข้างเคียงที่ตามมาอีกหลายปี
เพราะนอกเหนือจากที่ 4 ล้านล้านหยวน จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้ออย่างหนักในประเทศ โดยเฉพาะราคาอาหาร จีนยังต้องพบกับปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างรุนแรงอันเป็นผลจากการอัดเงินจากภาครัฐเข้าไปในภาคก่อสร้างของประเทศในระดับที่ล้นจนเกินพอดี
ภาวะฟองสบู่ดังกล่าว ทำให้ราคาที่อยู่อาศัยในจีนขยายตัวอย่างรวดเร็วและพุ่งสูงขึ้นมากกว่า 50% ในหลายเมืองใหญ่ อาคารที่อยู่อาศัยหลายแห่งกลายเป็นเมืองร้าง เพราะถูกสร้างไว้เพื่อเก็งกำไร ไม่ได้เพื่อการอยู่อาศัยจริง
ภายในช่วงปี 2009-2010 นั้น ยอดการปล่อยกู้ของภาคธนาคารจีนพุ่งขึ้นไปมากกว่า 17.5 ล้านล้านหยวน!
จากปัญหาดังกล่าว ส่งผลให้ในช่วง 3 ปีหลังที่ผ่านมานี้ จีนจำเป็นต้องดำเนินมาตรการสกัดฟองสบู่อย่างยากลำบากและเข้มงวดติดต่อกันมาหลายๆ ครั้ง
ไม่ว่าจะเป็นการสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ในประเทศต้องกันทุนสำรองเพิ่มเพื่อป้องกันการปล่อยกู้โดยไม่จำเป็น ตลอดไปจนถึงการขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันมากกว่า 5 ครั้ง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้
สิ่งเหล่านี้คือบทเรียนสำคัญที่จีนได้รับจากการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบ “โอเวอร์” จนเกือบจะทำให้เศรษฐกิจจีนถึงกับล้มครืนจากภาวะฟองสบู่ และปัญหาเงินเฟ้อที่สูงลิ่วมากเกินไป สร้างความเดือดร้อนให้กับลูกหลานมังกรอย่างที่ไม่เคยประสบมาก่อน และก็เป็นเหตุผลหลักที่เพราะเหตุใดในครั้งนี้จีนจึงเลือกที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจในแบบ “พอเหมาะพอควร” แบบหอมปากหอมคอเท่านั้น
โดยงานหลักของเหล่าผู้กำหนดนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลกรุงปักกิ่งในวันนี้ก็คือ การสร้างภาวะสมดุลให้เกิดขึ้นให้ได้ระหว่าง “การทำให้เศรษฐกิจเติบโตไปได้อย่างมีเสถียรภาพมากกว่าที่เป็นมา พร้อมๆ กับการใช้มาตรการกระตุ้นที่ไม่รุนแรงจนเกินไป”
และที่แน่นอน การเลือกการกระตุ้นแบบหอมปากหอมคอของจีนในครั้งนี้ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกอย่างช่วยไม่ได้ ที่มัวแต่ฝากความหวังไว้ว่าจีนจะเป็นผู้ผลักดันพลวัตเศรษฐกิจโลกเหมือนอย่างเคย
เพราะจีนก็ต้องห่วงตัวเองเช่นกัน!







