
ความหวัง
มาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อคืนนี้ สำหรับ อองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพม่าไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
มาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อคืนนี้ สำหรับ อองซานซูจี ผู้นำฝ่ายค้านเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่า ซึ่งเพิ่งจะเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพม่าไปหมาดๆ เมื่อต้นเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา
ประเทศไทยคือจุดหมายแรกของการเดินทางออกนอกพม่าเป็นครั้งแรกในรอบ 24 ปี ก่อนจะแวะกลับประเทศ และเริ่มเดินทางต่อไปยังหลายประเทศในยุโรป ทั้งสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ และอังกฤษ สื่อบางสำนักใช้คำว่า World Tour ซึ่งหากมองผ่านๆ อาจเข้าใจผิดคิดว่ายังเป็น เลดี้ กากา ที่เพิ่งจะเปิดคอนเสิร์ตในเมืองไทยไป
การมาเมืองไทยครั้งนี้ ซูจีจะมาร่วมการประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม ว่าด้วยเอเชียตะวันออก ระหว่างวันที่ 30 พ.ค.-1 มิ.ย. แต่ก่อนหน้านั้น เธอไม่พลาดที่จะเดินทางไปเยี่ยมเยือนพี่น้องชาวพม่าด้วยกันก่อน ที่ศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานพม่า และดูการทำงานของแรงงานพม่าที่ตลาดกุ้ง จ.สมุทรสาคร ในวันนี้ ก่อนที่จะขึ้นเหนือไปแม่สอด เยี่ยมเยียนผู้อพยพชาวพม่านับแสนคน หลังเสร็จสิ้นการประชุม
การที่ซูจีไม่เคยออกนอกประเทศมาก่อนในรอบ 24 ปีนั้น ไม่ใช่เพราะการกักขังของรัฐบาลตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นรัฐบาลทหาร พม่ายินดีให้ซูจีออกนอกประเทศด้วยซ้ำ เพียงแต่ไปแล้วอาจไม่ได้กลับมาอีกเลย
การตะลุยเยือนทั่วโลกนานเกือบ 1 เดือนครั้งนี้ จึงนับเป็นสัญญาณสะท้อนความมั่นใจอย่างยิ่งว่า การเมืองพม่าในวันนี้จะไม่เหมือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน
แต่ความต่างนี้จะเป็นความก้าวหน้าทางการเมืองและเศรษฐกิจพม่าได้มากน้อยแค่ไหนนั้น ยังตอบได้ยากเหลือเกิน
ต้องยอมรับว่าการเป็นสมาชิกสภาของซูจีและสมาชิกพรรคเอ็นแอลดีอีกส่วนหนึ่งนั้น ยังเป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ของสภา ที่เต็มไปด้วยอดีตทหารและนายทหารที่ได้รับการจัดสัดส่วนไว้ให้ ไม่มีใครรู้ได้ว่า ซูจีจะสามารถเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนตัวเล็กๆ ได้มากน้อยเพียงใด หรือรัฐบาลจะยอมฟังเสียงของฝ่ายค้านมากน้อยแค่ไหน
แม้พม่ากำลังเดินไปสู่การปฏิรูปทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ มีทั้งโครงการการลงทุนขนาดยักษ์และการปฏิรูปกฎหมายการลงทุนในหลายด้าน และล่าสุดก็มีแผนที่จะร่วมมือกับญี่ปุ่นเพื่อเปิดตลาดหุ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า ทว่าผลประโยชน์ที่จะตกสู่คนตัวเล็กๆ ของพม่า ซึ่งยังไม่ต้องพูดถึงชนกลุ่มน้อยชาติพันธุ์ต่างๆ นั้น ยังมองแทบไม่เห็น
และยังมองไม่เห็นเช่นกันว่า ชาวพม่าที่หนีความจนและความขัดแย้งในประเทศเข้ามาทำงานในไทยและที่อื่นๆ จะยอมกลับไปพัฒนาประเทศมากน้อยแค่ไหน ตามคำเชิญชวนของประธานาธิบดี เต็งเส่ง ก่อนหน้านี้
ส่วนตัวแล้วอยากเห็นการพูดของซูจีต่อพี่น้องชาวพม่าที่จ.สมุทรสาคร ยิ่งกว่าในเวทีประชุมเสียอีกค่ะว่า เธอจะส่งสารอะไรไปยังเพื่อนร่วมชาติ
หรือบางทีแล้ว การยืนยันถึงความหวังในอนาคต อาจเป็นสิ่งแรกที่ต้องเริ่มทำให้เชื่อมั่นกันก่อนก็เป็นได้







