
หยุดปองร้าย
การเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และกลุ่ม สส.เสื้อแดง นำโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นั้น ไม่ว่าจะมีหลักการและเหตุผลเช่นไร ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ เป็นการใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร หักล้างอำนาจฝ่ายตุลาการ ซึ่งเป็นเรื่องการบิดเบือนหลักการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ
การเสนอร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการสร้างความปรองดองแห่งชาติ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และกลุ่ม สส.เสื้อแดง นำโดย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นั้น ไม่ว่าจะมีหลักการและเหตุผลเช่นไร ข้อเท็จจริงซึ่งเป็นสาระสำคัญที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ เป็นการใช้อำนาจฝ่ายนิติบัญญัติและบริหาร หักล้างอำนาจฝ่ายตุลาการ ซึ่งเป็นเรื่องการบิดเบือนหลักการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย อันมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การถ่วงดุลระหว่างฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ
หากสังคมไทยรังเกียจและยอมรับไม่ได้กับการปฏิวัติรัฐประหาร โดยตรรกะเดียวกัน ก็ต้องรังเกียจและรับไม่ได้กับการทำลายหลักการประชาธิปไตยเช่นนี้ จะว่าไปวิธีการดังกล่าวยังน่ารังเกียจกว่าการใช้อำนาจนอกระบบมาทำลายประชาธิปไตยเสียด้วยซ้ำ เพราะเป็นการบิดเบือนโครงสร้างของประชาธิปไตยอย่างแนบเนียน เป็นการสร้างเผด็จการรัฐสภาในคราบประชาธิปไตย ผิดกับการปฏิวัติรัฐประหารซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า อะไรขาว อะไรดำ
นอกจากนี้ การเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ยังเป็นการทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรมในบ้านเมืองอย่างแจ่มชัด เป็นการสร้างสองมาตรฐานในบ้านเมืองอย่างโจ่งแจ้ง ฯลฯ กล่าวคือ นักการเมืองทำอะไรผิด ไม่ว่าจะเผาบ้านเผาเมือง สั่งทำร้ายประชาชน ฯลฯ ไม่ต้องรับผิดเพราะคนมีเงินมีอำนาจออกกฎหมายมานิรโทษกรรมความผิดของตัวเองได้ แต่ในทางกลับกันประชาชนคนเล็กคนน้อยทั้งหลายทำผิด แม้แต่กฎหมายจะขัดต่อวิถีชีวิต ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันว่าเป็นวิถีชีวิตที่ถูกต้อง เช่น ทำไร่หมุนเวียน ประชาชนกลับต้องรับผิดอย่างเต็มที่ โดยกลไกรัฐหรือผู้ปกครองไม่ใส่ใจเสียงร้องขอความเป็นธรรมเหล่านั้นแม้แต่นิด
นักการเมืองผู้ใดที่เสนอหรือสนับสนุนร่างกฎหมายเช่นนี้ ไม่สามารถจะเอ่ยปากอวดอ้างได้อีกแล้วว่าเป็นผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เพราะนี่คือกระบวนการทำลาย บิดเบือนประชาธิปไตย หากแต่จะได้ชื่อว่าเป็นผู้ละทิ้งอุดมการณ์และหักหลังกลุ่มผู้ต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ประชาธิปไตย หรือต่อสู้เพื่อให้เกิดหลักนิติรัฐหรือนิติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม ไม่ว่ากลุ่มหรือคณะเหล่านั้นจะสวมเสื้อสีแดง สีเหลือง สีน้ำเงินหรือสีอื่นใดก็ตาม
การออกกฎหมายนิรโทษกรรมหรือกฎหมายปรองดอง จะไม่เป็นที่น่ารังเกียจหรือเป็นการทำลายหลักการการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยเลย หากได้ปฏิบัติตามวิถีทางแห่งอารยะสังคมได้ทำกัน กล่าวคือ ได้ทำกระบวนการที่สมควรทำมาก่อน อาทิ การสอบสวนให้ได้ข้อเท็จจริงอย่างแจ่มชัดในเรื่องที่เป็นปมปัญหาต่างๆ มีการขอโทษ มีกระบวนการสานเสวนาให้คนในสังคมได้ตกผลึกและสร้างจิตสำนึกใหม่ขึ้นมาด้วยกัน ฯลฯ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ได้ปรากฏอยู่ในข้อเสนอของคณะวิจัยสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการชุดดังกล่าวและที่ประชุมร่วมรัฐสภามาก่อนแล้ว แต่สภาไม่แยแส
หยุดเสียเถิด เพราะนี่ไม่ใช่การปรองดอง หากแต่เป็นการปองร้ายประชาธิปไตยและประเทศ







