posttoday
ปมสัญญาคาใจจ้างบีทีเอสจ้างบีทีเอส 30 ปีเพื่อใคร

ปมสัญญาคาใจจ้างบีทีเอสจ้างบีทีเอส 30 ปีเพื่อใคร

28 พฤษภาคม 2555

วันที่ 3 พ.ค. กรุงเทพมหานคร (กทม.) มอบอำนาจให้บริษัท กรุงเทพธนาคม (เคที) เซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เพื่อทำหน้าที่ให้บริการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 30 ปี

วันที่ 3 พ.ค. กรุงเทพมหานคร (กทม.) มอบอำนาจให้บริษัท กรุงเทพธนาคม (เคที) เซ็นสัญญาว่าจ้างบริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เพื่อทำหน้าที่ให้บริการเดินรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นเวลาต่อเนื่องถึง 30 ปี

พิธีลงนามเป็นไปอย่างเรียบง่ายไม่เอิกเกริก ทว่ารายละเอียดการทำสัญญาและวงเงินที่สูงถึง 1.9 แสนล้านบาท กลับสร้างความเคลือบแคลงใจจนเป็นเหตุให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ต้องลุกขึ้นมาตรวจสอบ

เงื่อนไขในสัญญาระบุไว้ว่า บีทีเอสซีจะได้สิทธิในการเดินรถไฟฟ้าในเส้นทางส่วนต่อขยายสายสุขุมวิท (สถานีอ่อนนุชแบริ่ง) ระยะทาง 5.3 กิโลเมตร และสายสีลม (สถานีสะพานตากสินวงเวียนใหญ่) ระยะทาง 2.2 กิโลเมตร เป็นเวลา 30 ปี และในอนาคตจะครอบคลุมถึงสถานีบางหว้าที่กำลังจะเปิดให้บริการปลายปีนี้ ส่วนการเดินรถไฟฟ้าในเส้นทางปกติ ทั้งสายสุขุมวิทและสายสีลม รวม 22 กิโลเมตร ซึ่งจะหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 ได้รับการต่ออายุไปอีก 13 ปี โดยสัญญาว่าจ้างการเดินรถทั้งหมดจะสิ้นสุดพร้อมกันทุกเส้นทางในปี 2585

“คำถามคาใจ” จากพรรคเพื่อไทยและ “คำตอบ” ของ กทม. ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนควรได้รับรู้ให้กระจ่าง โดยมีประเด็นสำคัญที่ยังต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

ข้อสงสัย : กทม.ขยายระยะเวลาว่าจ้างถึง 13 ปี ทั้งที่สัญญาเดิมยังเหลืออีก 17 ปี เป็นการดำเนินการอย่างลุกลี้ลุกลน และปิดกั้นไม่ให้บริษัทอื่นมาร่วมประมูลรับช่วงการเดินรถไฟฟ้า อาจทำให้ประชาชนเสียโอกาสจากการได้รับบริการที่เหมาะสมหรือไม่

คำชี้แจง : กทม.ศึกษาเรื่องนี้มานานกว่า 3 ปี มีการดำเนินการเป็นขั้นตอน โดยผู้ว่าฯ กทม. ยังเหลือวาระการทำงานอีก 8 เดือน ฉะนั้นจึงไม่เป็นการเร่งรีบลุกลี้ลุกลน อีกทั้งมีการออกข้อบัญญัติ กทม.รองรับ 6 ฉบับ และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว

นอกจากนี้ หลังสัมปทานเดิมสิ้นสุดลง ระบบโครงสร้าง ตอม่อ และรางเดินรถ รวมถึงรายได้จากค่าโดยสารทั้งหมดจะตกเป็นทรัพย์สินของ กทม. ดังนั้น กทม.จะสามารถกำหนดอัตราค่าโดยสารได้อย่างเป็นธรรม ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่ไม่สามารถควบคุมได้ เพราะเป็นการให้สัมปทาน

ข้อสงสัย : เงื่อนไขการขยายสัมปทาน เอกชนต้องแจ้ง กทม.ไม่เกิน 5 ปี และไม่น้อยกว่า 3 ปี ก่อนวันสิ้นสุดสัญญา โดยทั้งหมดต้องได้รับอนุมัติจาก รมว.มหาดไทย ก่อน

คำชี้แจง : ไม่ได้เป็นการขยายสัมปทาน แต่เป็นการใช้สิทธิความเป็นเจ้าของทรัพย์สินภายหลังสิ้นสุดสัมปทานในปี 2572 ด้วยการว่าจ้างให้เดินรถและซ่อมบำรุงเท่านั้น ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อสัญญาสัมปทาน และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มาตรา 89 ดังนั้นจึงไม่ต้องแจ้ง รมว.มหาดไทย

ข้อสงสัย : เหตุใดจึงไม่รอให้สัมปทานเดิมหมดก่อน เพราะถึงเวลานั้นระบบรถไฟฟ้าทั้งหมดจะตกเป็นของ กทม. และอนาคตจะมีโครงข่ายรถไฟฟ้าเกิดขึ้นมากกว่าในปัจจุบัน หากมีการประมูลหาผู้เดินรถใหม่จะทำให้ กทม.มีอำนาจต่อรองมากขึ้น ทำให้มูลค่าการว่าจ้างถูกลง

คำชี้แจง : การว่าจ้างเดินรถในระยะยาวจะถูกกว่าการจ้างระยะสั้น หากรออีก 17 ปี ตัวรถไฟฟ้าจะทรุดโทรมมาก แต่เมื่อลงนามว่าจ้างในระยะยาวจึงเป็นเงื่อนไขบังคับให้บีทีเอสซีต้องบำรุงสภาพรถให้สมบูรณ์ตลอดเวลา หรือต้องซื้อจำนวนตู้รถไฟฟ้าเพิ่มกรณีมีผู้โดยสารเพิ่มมากขึ้น

ข้อสงสัย : การต่อสัญญาดังกล่าวน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว)

คำชี้แจง : กทม.สามารถมอบอำนาจให้เคทีดำเนินการแทนได้ ซึ่งกฤษฎีกาตีความแล้วว่าไม่ได้เป็นบริษัทเอกชน เพราะ กทม.ถือหุ้นอยู่กว่า 99% จึงถือเป็นรัฐวิสาหกิจของ กทม. นอกจากนี้บีทีเอสซียังไม่ได้รับค่าตอบแทนหรือผลกำไรอื่นใดนอกจากค่าจ้างการเดินรถ จึงไม่เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ร่วมทุน

ข้อสงสัย : กทม.จะมีส่วนแบ่งรายได้ในช่วง 30 ปี เพียง 1.1 แสนล้านบาท ขณะที่บีทีเอสซีได้ 1.9 แสนล้านบาท ทั้งๆ ที่ไม่ได้ลงทุนส่วนต่อขยาย แต่เหตุใดจึงได้ส่วนแบ่งมากกว่า

คำชี้แจง : ได้ว่าจ้างสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Asian Develop ment Bank (ADB) มาประเมินค่าใช้จ่ายทั้งหมดตามหลักสากล ซึ่งต่ำกว่าราคาเกณฑ์ถึง 1,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ การจ้างเดินรถ 30 ปี จะช่วยประหยัดได้ถึง 6,000 ล้านบาท เพราะหากจ้างเพียง 17 ปี จะมีค่าใช้จ่ายในการเดินรถถึง 1.2 หมื่นล้านบาท แต่ตามสัญญาดังกล่าวจะมีค่าใช้จ่ายเพียง 6,470 ล้านบาทเท่านั้น

ข้อสงสัย : เคทีได้ประโยชน์จาก กทม.ถึงปีละ 60 ล้านบาท รวม 30 ปี คิดเป็นเงิน 1,800 ล้านบาท ซึ่งเป็นเหมือนบริษัทนายหน้ากินส่วนต่าง

คำชี้แจง : การมอบอำนาจให้เคทีดำเนินการแทนนั้น สามารถทำได้เป็นกรณีพิเศษตาม พ.ร.บ.ระเบียบราชการกรุงเทพมหานคร อีกทั้งค่าจ้างในระยะเวลา 30 ปี วงเงิน 1,800 ล้านบาท ถือว่าไม่สูงมาก และหาก กทม.ตั้งหน่วยงานขึ้นมาดำเนินการเองจะมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท