posttoday
การบินไทยมีขีดความสามารถซื้อเครื่องบินได้

การบินไทยมีขีดความสามารถซื้อเครื่องบินได้

28 พฤษภาคม 2555

ความวุ่นวายภายในบริษัท การบินไทย ถึงขนาดที่คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัท การบินไทย มีคำสั่งปลด ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลที่ระบุว่า ปิยสวัสดิ์ ยืนยันว่าการซื้อเครื่องบินจำนวน 38 ลำของการบินไทยนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัท และทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

ความวุ่นวายภายในบริษัท การบินไทย ถึงขนาดที่คณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) บริษัท การบินไทย มีคำสั่งปลด ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ดีดี) ออกจากตำแหน่ง ด้วยเหตุผลที่ระบุว่า ปิยสวัสดิ์ ยืนยันว่าการซื้อเครื่องบินจำนวน 38 ลำของการบินไทยนั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อฐานะทางการเงินของบริษัท และทุกอย่างเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา

ขณะที่บอร์ดการบินไทยยุคพรรคเพื่อไทย ต้องการให้นำเรื่องนี้ให้ ครม.พิจารณา เนื่องจากในปัจจุบันมีปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งต่างกับช่วงที่การบินไทยเสนอแผนการซื้อเครื่องบินเมื่อปี 2554 และในการประชุมบอร์ดเมื่อวันที่ 16 มี.ค.ที่ผ่านมา บอร์ดได้สั่งให้คณะกรรมการบริหารความเสี่ยงที่มี ศิลปชัย จารุเกษมรัตนะ เป็นประธานไปพิจารณาความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในการจัดหาเครื่องบิน New Generation จำนวน 12 ลำ หากการบินไทยจะดำเนินการจัดหา

โพสต์ทูเดย์ ขอนำผลรายงานจากคณะกรรมการบริหารความเสี่ยงฯ ที่จะเสนอบอร์ดในวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่บอร์ดตัดสินใจ “ปลด” นายปิยสวัสดิ์ มาลงให้ได้รับทราบ

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ระบุว่า การจัดหาเครื่องบินรุ่นใหม่สำหรับเส้นทางบินภูมิภาคจำนวน 12 ลำของการบินไทยนั้น เป็นการจัดหาเพื่อทดแทนเครื่องบินเก่าที่มีอายุการใช้งานนาน หากไม่จัดหาบริษัทก็ต้องใช้เครื่องบินเก่าต่อไป ความสามารถในการแข่งขันทางด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์และต้นทุนการดำเนินงานจะสู้คู่แข่งไม่ได้

ส่วนเรื่องความเสี่ยงด้านการเงินนั้น ในการจัดหาเครื่องบิน 12 ลำ บริษัทมีภาระต้องชำระค่างวดล่วงหน้าประมาณ 2.83.3 หมื่นล้านบาท โดยชำระตั้งแต่เริ่มจัดหาไปจนถึงปี 2019 โดยระหว่างปี 2011-2015 มีภาระประมาณ 1,100-1,700 ล้านบาท ที่เหลือไปชำระระหว่างปี 2016-2019 ดังนั้นในช่วงปีแรกๆ จึงยังมีภาระทางการเงินไม่มาก

นอกจากนี้ ผลการดำเนินงานในปี 2554 บริษัทมีผลการดำเนินงานขาดทุน (ก่อนผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนและภาษี) 5,607 ล้านบาทนั้น เป็นผลมาจากปัจจัย 2 ประการ คือ ราคาน้ำมันและผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในไทย ซึ่งทั้งสองปัจจัยดังกล่าวเป็นปัจจัยภายนอก โดยในเรื่องราคาน้ำมันนั้น เนื่องจากต้นทุนน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 38% ของต้นทุนรวม ดังนั้นเมื่อราคาน้ำมันปรับขึ้นเร็ว ราคาขายจะปรับไม่ทัน เนื่องจากเป็นการขายล่วงหน้า ซึ่งเป็นปกติสำหรับธุรกิจการบินที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

ส่วนเรื่องน้ำท่วมเป็นปัจจัยภายนอกที่ธุรกิจสายการบินจะได้รับผลกระทบเหล่านี้เป็นประจำอยู่แล้ว แต่อาจแตกต่างกันในแต่ละปี เช่น ผลกระทบแผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด ดังนั้นหากไม่รวมผลกระทบจากราคาน้ำมันเป็นเงิน 15,108 ล้านบาท และผลกระทบน้ำท่วมอีก 3,765 ล้านบาท แล้วผลการดำเนินงานของปี 2554 อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

โดยสรุปจะเห็นได้ว่าตัวเลขผลประกอบการและตัวเลขทางการเงินได้เปลี่ยนแปลงไปจากตัวเลขที่เคยนำเสนอ ครม. เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2554 แต่การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นผลจากปัจจัยภายนอก และไม่ได้มีความเสี่ยงต่อฐานะการเงินของบริษัท และการบินไทยยังมีขีดความสามารถในการลงทุนซื้อเครื่องบินทั้ง 12 ลำได้ หากการบินไทยไม่ดำเนินการดังกล่าว จะทำให้ความสามารถในการแข่งขันทั้งด้านคุณภาพของผลิตภัณฑ์และต้นทุนการดำเนินงานสู้คู่แข่งไม่ได้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท