
คลี่สัญญาบีทีเอส
การลงนามในสัญญาว่าจ้างการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ระหว่างบริษัท กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าค่อนข้างจะเงียบกริบในวันที่ทำพิธีลงนาม ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ใหญ่ในแวดวงตลาดหลักทรัพย์
การลงนามในสัญญาว่าจ้างการให้บริการเดินรถและซ่อมบำรุงในระบบรถไฟฟ้าบีทีเอส ระหว่างบริษัท กรุงเทพธนาคม ซึ่งเป็นวิสาหกิจของกรุงเทพมหานคร (กทม.) กับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา เรียกได้ว่าค่อนข้างจะเงียบกริบในวันที่ทำพิธีลงนาม ทั้งที่เป็นปรากฏการณ์ใหญ่ในแวดวงตลาดหลักทรัพย์
กระทั่งต่อมาการเซ็นสัญญาดังกล่าวเริ่มเป็นที่สงสัยและเกิดข้อข้องใจในหลายประเด็น เมื่อพบว่าเป็นการขยายอายุสัญญาการเดินรถไฟฟ้าเป็นระยะเวลาถึง 30 ปี วงเงินกว่า 1.9 แสนล้านบาท โดยไม่มีใครระแคะระคายมาก่อน
เนื้อหาในสัญญาเป็นการให้สิทธิบีทีเอสซีในการเดินรถไฟฟ้าเส้นทางส่วนต่อขยายทั้งหมดเป็นเวลา 30 ปี ส่วนเส้นทางหลักซึ่งจะหมดสัญญาสัมปทานในอีก 17 ปีข้างหน้า หรือปี 2572 ให้ต่ออายุออกไปอีก 13 ปี โดยสัญญาว่าจ้างเดินรถทั้งหมดจะสิ้นสุดพร้อมกันทุกเส้นทางในปี 2585
กทม.ให้เหตุผลว่า การต่อสัญญาบีทีเอสจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนโดยตรง เพราะหลังสัมปทานเดิมสิ้นสุดลง ผู้ว่าฯ กทม. จะมีอำนาจกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารได้อย่างเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่
อย่างไรก็ตาม ถ้อยแถลงและคำชี้แจงจาก กทม.อาจยังไม่กระจ่างอยู่หลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเงินในการว่าจ้าง ระยะเวลา และใช้หลักการใดในการคิดคำนวณ เนื่องจากในอนาคตย่อมมีโครงข่ายรถไฟฟ้าผุดขึ้นอีกมากมาย ปริมาณผู้โดยสารและปัจจัยอื่นๆ ย่อมมีผลต่อราคาการว่าจ้างที่เปลี่ยนแปลงไป
นอกจากนี้ ยังเกิดความไม่ชัดเจนในแง่ข้อกฎหมายว่า กทม.ทำเกินอำนาจหน้าที่หรือไม่ แม้ว่าฝ่าย กทม.จะอ้าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2528 และยืนยันว่าเป็นเพียงการต่อสัญญาจ้างเดินรถ ไม่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสัมปทาน จึงไม่จำเป็นต้องแจ้งหรือขออนุมัติจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
ขณะเดียวกันท่าทีในการตรวจสอบของพรรคเพื่อไทย แม้อาจถูกมองได้ว่าเป็นการช่วงชิงความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.สมัยหน้า แต่ต้องยอมรับว่า การออกมาทำหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้นับเป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนรวมที่จะได้รับรู้รับทราบข้อเท็จจริง และนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ
อีกด้านหนึ่ง หน่วยงานตรวจสอบอย่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความโปร่งใส ไม่ใช่สองมาตรฐานหรือทำตามใบสั่งนักการเมือง
หากการเดินหน้าตรวจสอบการทุจริตเป็นไปด้วยใจบริสุทธิ์ ยืนอยู่บนผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง ไม่หวังผลเพียงสร้างกระแสความนิยมหรือโจมตีพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วข้อเท็จจริงย่อมปรากฏ เมื่อนั้นประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินได้ว่าใครถูกใครผิด และผลกรรมจากการกระทำอันทุจริตจะย้อนกลับมาลงโทษคนที่ประพฤติมิชอบเองโดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า







