
กฏหมายปราบคอร์รัปชัน
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
การปราบคอร์รัปชันให้ได้ผล 100% ไม่มีประเทศใดในโลกสามารถทำได้ เพราะตราบใดที่คนยังมีกิเลส ยังมีความต้องการทรัพย์สินเงินทอง ยังยึดถือเงินเป็นเครื่องกำเนิดของความสุขต่างๆ ในชีวิต ย่อมมีคนที่พร้อมจะให้และพร้อมจะรับเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะปราบคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปได้
ยิ่งคอร์รัปชันในสมัยใหม่เป็นคอร์รัปชันที่สลับซับซ้อน เป็นคอร์รัปชันที่กลมกลืนกับการทำหน้าที่ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็นการคอร์รัปชันตามน้ำ หรือการทุจริตเชิงนโยบายที่มีผลประโยชน์ก้อนมหึมาเป็นผลตอบแทน
การรณรงค์ไม่ให้มีการคอร์รัปชัน หากจะได้ผลก็เป็นเพียงการลดการคอร์รัปชันได้บ้าง แต่หากไม่มีมาตรการต่อเนื่อง คนที่ไม่คอร์รัปชันอาจจะทำธุรกิจสู้คู่แข่งที่คอร์รัปชันไม่ได้ และเมื่อคนยังมีกิเลส ยังวัดความสำเร็จและความสุขอยู่ที่การมีเงินมาก อุดมการณ์ก็จะเริ่มคลอนแคลน
ทุกประเทศมีกฎหมายลงโทษการคอร์รัปชันมาตลอด ไม่ว่ายุคสมัยใดก็ตาม ประเทศไทยก็เช่นกัน
ทว่า การออกกฎหมาย ไม่ว่าจะเขียนอย่างไร จะมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถป้องกันการคอร์รัปชันได้ แต่กลับสะท้อนให้เห็นว่า การที่ต้องออกกฎหมายมากเพราะมีการทุจริตคอร์รัปชันกันมาก
ในระบบกฎหมาย เราแบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คือกฎหมายสารบัญญัติกับกฎหมายวิธีสบัญญัติ ซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
แต่สำหรับผมแล้ว การปราบปรามการคอร์รัปชัน ผมให้ความสำคัญกับกฎหมายวิธีสบัญญัติมากกว่า เพราะเพียงแค่ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ซึ่งเป็นบทครอบจักรวาลของการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็เพียงพอแล้วเพราะมีโทษจำคุกตั้งแต่ 110 ปี ฉะนั้น ไม่ว่านักการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ไม่มีใครยอมติดคุกกันหรอก
ดูแต่คุณทักษิณที่จะขอพระราชทานอภัยโทษ ขอให้อยู่ในเรือนจำติดแอร์ แยกต่างหากจากนักโทษอื่นๆ ที่เหล่าสมุนรับใช้จัดเตรียมไว้ให้ เพียงแค่ระยะเวลาไม่น่าจะเกินเดือน แกยังไม่ยอม
คุณทักษิณจะต้องเอาชนะให้ได้ไม่ว่าด้วยวิธีใด เพราะต้องการกลับอย่างเท่ๆ ให้สมศักดิ์ศรีเสี่ยดูไบแสนล้าน
ผมเห็นว่า จุดอ่อนของกฎหมายที่จะเอาคนทุจริตมาลงโทษ ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาการดำเนินคดี ไม่ต้องตั้งศาลพิเศษ เพราะศาลยุติธรรมปัจจุบันมีความเป็นธรรม มีความเป็นอิสระ อยู่ในระดับที่ยอมรับได้ เพราะตุลาการเป็นสถาบันที่บรรพตุลาการท่านวางรากฐานไว้อย่างแน่นหนามั่นคงดีแล้ว การออกนอกลู่นอกทางแม้จะมีอยู่บ้างตามธรรมดา แต่ก็เกิดขึ้นน้อย ยังมีความน่าเชื่อถือที่ไว้วางใจได้
ปัญหาของกฎหมายปราบคอร์รัปชัน จึงอยู่ที่กระบวนการที่จะนำตัวคนชั่วขึ้นสู่ศาล
ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า การเมืองสมัยนี้เป็นการเมืองแบบเบ็ดเสร็จ เป็นการเมืองที่ใช้ผลประโยชน์ในทุกด้าน ไม่เฉพาะทรัพย์สินเงินทอง เพื่อการควบคุมกลไกของรัฐ ในทุกองค์กรให้อยู่ภายใต้อำนาจทางการเมือง ผู้คุมอำนาจรัฐทางการเมือง จึงสั่งทุกองค์กรของรัฐได้ (ยกเว้นตุลาการที่ปัจจุบันยังสั่งไม่ได้ แต่มีความพยายามที่จะเข้าควบคุมให้ได้ ในอนาคตจึงไม่แน่ว่า ตุลาการจะต้านกระแสแห่งอำนาจและผลประโยชน์นิยมหรือไม่)
กฎหมายปัจจุบันถือว่าการคอร์รัปชันเป็นความผิดต่อรัฐ ฉะนั้น รัฐเท่านั้นเป็นผู้เสียหาย ผลก็คือ ราษฎรแม้จะมีสิทธิแจ้งความหรือร้องเรียน แต่ไม่มีสิทธิฟ้องร้องได้เอง จะต้องผ่านกระบวนการของรัฐในการนำคดีขึ้นสู่ศาล ดังนี้
การสอบสวนปกติ คือพนักงาน สอบสวน คือตำรวจ เมื่อสอบสวนเสร็จ ต้องส่งเรื่องให้พนักงานอัยการตรวจสำนวน เพื่อยื่นฟ้องต่อศาล
สำหรับความผิดทุจริตคอร์รัปชัน ปัจจุบันกฎหมายกำหนดให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำหน้าที่สอบสวน แล้วส่งเรื่องให้พนักงานอัยการฟ้องคดีต่อศาลต่อไป อำนาจในการดำเนินคดีจริงๆ จึงอยู่ในมือของพนักงานอัยการ
เมื่อการเมืองเปลี่ยน องค์กรต่างๆ ภายใต้อำนาจรัฐบาลก็เปลี่ยน กรมสรรพากรก็ยุติการเรียกเก็บภาษี ดีเอสไอก็ยุติคดีดูหมิ่นสถาบันฯ พนักงานอัยการก็มีคำสั่งไม่ฎีกาคดีหลบเลี่ยงภาษีบ้าง ไม่ฟ้องคดีทุจริตคอร์รัปชันบ้าง
แม้ฝ่ายตุลาการจะเที่ยงตรงแค่ไหน ก็ทำอะไรไม่ได้
หากกฎหมายยังให้อำนาจอยู่ในมือของสำนักงานอัยการ ประชาชนก็ได้แต่มองตาปริบๆ ที่อัยการท่านมีความเห็นไม่ฟ้อง ไม่อุทธรณ์ ไม่ฎีกาในคดีทุจริตคอร์รัปชัน
หากต้องการปราบปรามกันจริง ควรจะแก้กฎหมายเป็นวาระแห่งชาติ ให้ความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชันเป็นความผิดที่ประชาชนมีสิทธิฟ้องคดีได้เอง หรือเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ หรือมีสิทธิขอรับช่วงการดำเนินคดีต่อ หากพนักงานอัยการมีความเห็นไม่ฟ้อง หรือไม่อุทธรณ์ฎีกา
และความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชัน ควรจะเป็นความผิดที่ไม่มีกำหนดอายุความ
ไหนๆ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็พยายามสร้างภาพลักษณ์ให้เห็นว่า ต้องการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันให้ความสำคัญเป็นวาระแห่งชาติแล้ว
ช่วยแก้กฎหมายให้สิทธิประชาชนนอกจากมีสิทธิตรวจสอบแล้ว ยังมีสิทธิดำเนินคดีด้วยตัวเองได้ด้วย เพื่อให้การปราบปรามคอร์รัปชันได้ผลอย่างจริงจัง







