
สุเทพเปิดศึกธาริตเบรกเกมรับใช้การเมือง
เปิดหน้าชกเต็มตัวสำหรับคู่มวยระหว่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ในบทบาทอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
โดย...นิติพันธุ์ สุขอรุณ
เปิดหน้าชกเต็มตัวสำหรับคู่มวยระหว่าง สุเทพ เทือกสุบรรณ ในบทบาทอดีตรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เจ้านายเก่า ธาริต เพ็งดิษฐ์ ข้าราชการเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ในฐานะลูกน้องที่เคยเป็นแขนขาสำคัญในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่เวลานี้ต่างฝ่ายต่างแลกกันคนละหมัด
ทว่า เมื่อขั้วอำนาจการเมืองเปลี่ยนมือจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นพรรคเพื่อไทย ท่าทีของดีเอสไอเริ่มเปลี่ยนไปด้วยตามทิศทางการเมืองจนเห็นได้ชัด เมื่อคดีที่เกี่ยวกับคนเสื้อแดง รวมไปถึงคดีผังล้มเจ้ามีภาพของการ “เกี้ยเซี้ย” กับซีกรัฐบาลอยู่ลางๆ
สอดคล้องกันอย่างน่าแปลกใจ เมื่อมีกระแส จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำคนเสื้อแดง รอนั่งเก้าอี้เป็น รมว.มหาดไทย แม้จะถูกศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดให้ตกจากเก้าอี้ สส.แล้วก็ตาม แต่เส้นทางของ จตุพร กลับสดใสขึ้นมาทันทีที่ ธาริต ไม่สั่งฟ้อง จตุพร ในฐานความผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 โดยอ้างว่าเมื่อพิจารณาจากข้อความที่ จตุพร กล่าวบนเวทีปราศรัยไม่เข้าข่ายหมิ่นเบื้องสูง แต่เป็นเพียงพุ่งเป้าโจมตี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และสุเทพ เท่านั้น
กลายเป็นเรื่องที่สร้างความขุ่นมัวให้ สุเทพ แสดงอาการเลือดเข้าตา ทนไม่ไหวซัดหมัดแรกเข้าใส่ ธาริต และ พ.ต.อ.ประเวศน์ มูลประมุข รองอธิบดีดีเอสไอ ในฐานะเจ้าของสำนวนคดีหมิ่นสถาบัน ด้วยการยื่นเรื่องถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่และความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม พร้อมกับตั้งข้อสังเกตว่าพนักงานสอบสวนคดีนี้ไม่พยายามค้นหาหลักฐานเท่าที่ควร และแปลกใจว่าทำไมดีเอสไอถึงเปลี่ยนไปได้เพียงนี้
นัยว่าต่างฝ่ายต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันเองอยู่แล้ว เพราะท่าทีตอบโต้ของอธิบดีดีเอสไอ ที่แม้จะปากหวาน เล่นบทนิ่มนวลไม่ตอบโต้ “ยังเคารพรักท่านสุเทพเหมือนเดิม” แต่การรับเรื่องร้องเรียนจาก เรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว.สรรหา กรณีเงินบริจาคจากบริษัทจัดการและพัฒนาทรัพยากรน้ำภาคตะวันออก หรือ อีสต์ วอเตอร์ ผนวกกับอีกฟากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาไต่สวนเรื่องนี้ จึงเป็นการสร้างความกังวลใจให้พรรคประชาธิปัตย์ อาจต้องเดินขึ้นศาลรัฐธรรมนูญรอลุ้นคดียุบพรรคกันอีกรอบ
ยิ่งจะทำให้ สุเทพ ร้อนรุ่มใจมากขึ้นอีกระดับ เมื่อคดีบุกรุกที่เขาแพง ต.แม่น้ำ และ ต.อ่างทอง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของบุตรชายตระกูลเทือกสุบรรณ พบเอกสารสิทธิที่ดินจำนวน 113 ไร่ มีการออกโฉนดที่ดินไม่ตรงกับเอกสารสิทธิ สค.1 อยู่ในมือดีเอสไอ และยิ่งงานเข้า “เทพเทือก” เต็มๆ เพราะหัวหน้าพนักงานสอบสวน คือ พ.ต.อ.ประเวศน์ ที่ขณะนี้ก้มหน้าก้มตาหาหลักฐาน ทั้งบินสำรวจเขาแพงถ่ายภาพทางอากาศ สอบปากคำพยานแวดล้อม เรียกได้ว่ายิ่งหาหลักฐานมากเท่าไหร่ ความผิดปกติก็มากเท่านั้น
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เกมตอบโต้กันไปมาไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน เพราะปมที่ดินเขาแพงแม้จะเกี่ยวกับบุตรชาย แต่จะกลายเป็นจุดอ่อนให้ขุนพลเพื่อไทยที่รอจังหวะเสียบอยู่แล้ว เดินหน้ายื่นเรื่องร้องเรียนคดีที่มีความเกี่ยวโยงกับประชาธิปัตย์ บั่นทอนกำลังหัวหอกสำคัญอย่าง สุเทพ ให้ร้อนรน ออกมานั่งโต๊ะแถลงข่าวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
ห้วงเวลานี้จึงกลายเป็นทีใครทีมัน เพราะทุกอย่างกำลังเข้าทางพรรคเพื่อไทย เตรียมประเคนคดีที่เกี่ยวกับพรรคประชาธิปัตย์ให้ดีเอสไอตะลุยตรวจสอบอีกเพียบ เริ่มด้วยคดีกล้องวงจรปิด (ซีซีทีวี) ทั่วกรุงเทพมหานคร (กทม.) และล่าสุดกรณีที่ กทม.ขยายสัญญาสัมปทานโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสให้ผู้ประกอบการรายเดิมจากที่เหลือ 17 ปี เพิ่มเป็นเวลา 30 ปี ซึ่งอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน เข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชน
ความน่าสนใจของคดีบีทีเอส ดูจะส่อเค้าว่า กทม.ทำนิติกรรมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ซึ่งในวันที่ 29 พ.ค. จะรู้คำตอบจาก ยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ถ้าคำตอบยังคงเป็นอำนาจของกระทรวงมหาดไทย จะเท่ากับงานเข้าถึงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. แรงกระเพื่อมนี้มีผลต่อฐานเสียงของประชาธิปัตย์ใน กทม.
กลายเป็นเกมการเมืองเพื่อช่วงชิงอำนาจ เปิดประตูสู่เป้าหมายลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ สมาชิกบ้านเลขที่ 111 วางแบบแปลนนโยบายไปรอท่านานหลายปี จึงนับว่าเป็นสองเด้งที่เพื่อไทยจะได้รับ ทั้งได้พื้นที่ฐานเสียงใน กทม.กลับมาอีกครั้ง และยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้อีกด้วย
แม้ว่า ธาริต เองรู้ดีอยู่แก่ใจว่าวันดีคืนดีจะถูกสั่งย้ายไปดองที่ไหนได้ทุกเมื่อ แต่บทบาทของดีเอสไอขณะนี้ตอบสนองแนวทางรัฐบาลอย่างแข็งขัน ทำให้สถานภาพของเก้าอี้อธิบดีดีเอสไอเหนียวแน่นไม่น้อย ทั้งที่เคยถูกหมายหัวจาก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แต่การให้ ธาริต อยู่ในตำแหน่งต่อไป โดยไม่โยก พ.ต.ท.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย อธิบดีกรมราชทัณฑ์ คนจากซีกเพื่อไทยเข้ามาแทน ย่อมทำให้กลุ่มก๊วนการเมืองฝั่งตรงข้ามรัฐบาลไม่เพิ่มจำนวนมากขึ้น
ถึงกระนั้น การก่อตั้งดีเอสไอมีจุดมุ่งหมายให้เป็นอิสระจากการแทรกแซงจากฝั่งการเมือง โดยแยกออกจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และงบประมาณจำนวนมาก อีกทั้งมีสิทธิเต็มที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีที่มีความซับซ้อน และต้องใช้เทคโนโลยีทันสมัย แต่เวลานี้ถูกตราหน้าว่าใช้เป็นเครื่องมือให้ฝ่ายการเมืองทำลายกันเอง ท้ายที่สุดก็กลับมาสู่วังวนเดิมๆ เท่านั้น







