
ตัวช่วย....ครม.ปู
"ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ"
"ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ"
ไม่ยึดติดตำแหน่ง
ยุคแพงทั้งแผ่นดิน ราคาสินค้าพาเหรดขึ้นราคาจนรายจ่ายขยับพรวดพราดแซงหน้ารายรับ นโยบายซื้อใจจากพรรครัฐบาล ยังไม่ไปถึงฝั่งฝัน ขณะที่สถานะการเงินประเทศสุ่มเสี่ยงกับหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ชาวบ้านตาดำๆ เริ่มมองข้ามช็อต รอตัวช่วยจากบ้านเลขที่ 111 มากู้สถานการณ์
อดีตมือดีด้านเศรษฐกิจยุคไทยรักไทย "วราเทพ รัตนากร"กับประสบการณ์อดีต สส.กำแพงเพชร4 สมัย อดีตแกนนำกลุ่ม 16 อดีตโฆษกรัฐบาลอดีต รมช.คลัง ออกตัวพูดอะไรได้เต็มปาก เพราะสถานะสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ที่ยังค้ำคอ และเวลานี้ยังไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
แม้ว่าหลายโผจะมองว่าเขาเป็นหนึ่งในแคนดิเดต รมต.เศรษฐกิจ ร่วม ครม.ปู 3 โดยเฉพาะขุนคลัง แต่เจ้าตัวอธิบายว่า ไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา อยู่ที่นายกรัฐมนตรีว่าจะเป็นคนกำหนด
"ไม่ยึดว่ามีตำแหน่ง ไม่มีตำแหน่ง อะไรก็ได้ ขอให้เรามองว่าองค์กรทำงานได้ ถ้าคุณบอกว่าตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์องค์กร ถ้าเลือกที่จะอยู่ในองค์กรเราก็ต้องทำ เราต้องถือว่าตรงไหนก็ได้ที่ทำงานร่วมกับองค์กรได้ เขาอาจจะเปลี่ยนเราจากทำงานในออฟฟิศไปหลังออฟฟิศก็ได้"
วราเทพ เล่าให้ฟังว่า จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อทาบทามใดๆ และส่วนตัวยังเห็นว่ารัฐบาลยังมีเสถียรภาพทำงานได้ดี รวมทั้งเพิ่งปรับ ครม.ไปตอนหาเสียงก็ไม่ได้บอกว่าเลือกตั้งชั่วคราวก่อน เดี๋ยว111 จะมาทำ หมายความว่า 111 ไม่มีอยู่ในวันนั้นชุดนี้ก็ต้องทำงาน แต่พอมี 111 เข้ามาก็เพิ่มบุคลากรเพิ่มมากขึ้นเท่านั้นเอง ไม่ถึงขนาดต้องมาสลับสับเปลี่ยน
ถามว่าพูดจาทำนองนี้เกรงว่าจะเกิดการ"เตะสกัด" หรือสร้างความปั่นป่วนจากในพรรคหรือไม่
วราเทพ กล่าวว่า "ไม่ได้กลัวว่าเราเปิดหน้าหรืออะไร แต่มันไม่เหมาะสมที่เราจะไปพูดว่าเราพร้อมตรงนู้น จะทำตรงนี้ เพราะทั้งหมดอยู่ที่คนที่มีอำนาจตัดสินใจต้องเป็นคนเลือก คนอื่นมองอาจจะไม่ตรงเลยก็ได้ ท่านอาจจะบอก เฮ้ยไม่ได้มองตรงนี้ อาจจะมองตรงอื่น"
ส่วนปัญหาเรื่องทีมเศรษฐกิจที่ถูกรุมถล่มเรื่องไร้ประสิทธิภาพนั้น จากประสบการณ์ทีมเศรษฐกิจ เขาเห็นว่ายังไม่น่ามีการปรับเปลี่ยน แต่การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯ ซึ่งรัฐบาลกำลังขับเคลื่อนนโยบายกำลังผลักดันงบประมาณ เพิ่งมีการปรับเปลี่ยนในตำแหน่งหลักในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2 เมื่อไม่นานนี้
แต่ทว่าในเรื่องของแพงเป็นภาระที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและทำความเข้าใจ แม้จะยังไม่ถึงกับกระทบกับการเมือง เสถียรภาพความมั่นคงของรัฐบาลแต่อยู่ในช่วงที่ต้องเร่งดำเนินการต่อเนื่องเพราะผ่านช่วงฮันนีมูนไปแล้ว กำลังจะต้องแสดงผลงาน ความสามารถที่มากขึ้น
"ทั้งหมดขึ้นอยู่กับนโยบายเพิ่งจะสัมฤทธิผลบางนโยบาย บางนโยบายเพิ่งเริ่มต้น งบประมาณกำลังเร่งผลักดัน โชคที่รัฐบาลไม่ดีคือ 6-7 เดือนแรกเจอปัญหาอุทกภัย เลยทำให้ แทนที่จะผลักดันนโยบายได้เต็มที่ เลื่อนไปเลยเหมือนกับยังไม่มีผลงานเหมือนที่หาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง ถ้าไม่เจอเรื่องอุทกภัยน้ำท่วมนโยบายที่เร่งผลักดันจะออกมามากกว่านี้"
"วราเทพ" มองว่า การบริหารจัดการน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาของรัฐบาลถือว่าสอบผ่าน เพราะเข้ามาเป็นรัฐบาลไม่นานก่อนน้ำท่วม ยังไม่มีการจัดบุคลากรที่พร้อม หรือการทำงานร่วมกับข้าราชการก็ยังไม่คุ้นเคย ดังนั้นการที่สามารถผ่านช่วงนั้นได้แม้จะพอใจบ้างไม่พอใจบ้างก็ต้องถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย
ประเด็นเรื่องการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่111 "วราเทพ" เล่าว่า ในส่วน 111 ของพรรคเพื่อไทย บางส่วนมีทายาทขึ้นมาทดแทน บางส่วนยังขับเคลื่อนอยู่เท่าที่สัมผัสยังไม่ได้ยินว่าใครแสดงความเห็นว่าต้องกลับมา ทุกคนยังเฉยๆ เพราะเกือบทุกคนเคยเป็นรัฐมนตรี เคยเป็นผู้บริหารมาแล้วไม่ใช่ไม่เคยเป็น ไม่ได้วางเป้าหมายว่าเมื่อพ้นแล้วจะต้องมาเป็นเลยทันที เชื่อว่าแต่ละท่านก็เป็นนักการเมืองที่ผ่านร้อนผ่านหนาว คงจะวางแนวทางของตัวเองอย่างเหมาะสมพอสมควร
"ส่วนตัวหากพ้น 111 ก็จะไปสมัครสมาชิกพรรคเพื่อไทยหลังจากนั้นขึ้นอยู่กับพรรค ผู้หลักผู้ใหญ่หรือกรรมการบริหารพรรค ว่าเขาจะให้ทำหน้าที่อะไรไหม ถ้าไม่ได้ทำก็ช่วยในฐานะที่เคยอยู่ภาคเหนือมาก่อนก็ทำงานร่วมกับ สส.ภาคเหนือ ในฐานะสมาชิก และอาจช่วยการให้ความเห็น ด้านที่ทำอย่างไรให้พรรคเข้มแข็ง ให้นโยบายของพรรคผ่าน ผู้แทนลงไปถึง ไม่ได้มองว่าจะต้องกลับไปมีตำแหน่งอะไร"
วราเทพ วิเคราะห์ว่า ปัญหาที่นโยบายค่าจ้าง 300 บาท เงินเดือน 1.5 หมื่นบาทถูกวิจารณ์นั้น ถ้าถามว่ามีปัญหาไหม แน่นอนไม่สามารถยืนยันได้ว่าทำนโยบายแล้วจะได้ 100% บางอย่างก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือ ขึ้นอยู่กับเวลา งบประมาณแต่ขอให้เป็นไปตามที่ได้ประกาศไว้ และส่วนใหญ่ได้รับผลจากนโยบายในทางที่ดี และค่อยปรับแก้
"ตอนไทยรักไทยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ได้วันแรกแล้วพอใจกันหมด ก็ต้องปรับ แต่รัฐบาลนี้อาจจะเสียโอกาสตรง 5-6 เดือนแรก การขับเคลื่อนนโยบายไม่สะดวกนัก เพราะไปเจอวิกฤตน้ำท่วม แต่ถ้างบประมาณออกผมเชื่อว่าทุกอย่างจะเร็วขึ้น"
จุดอ่อนของรัฐบาลนี้คงจะบอกชัดๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ทุกรัฐบาลมีจุดอ่อนจุดแข็ง สถานการณ์ตอนนี้รัฐบาลอาจจะเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ทั้งการที่ประชาชนคาดหวังต้องการเห็นความปรองดอง เศรษฐกิจโตรวดเร็ว เพราะ 4-5 ปีที่ผ่านมาเหมือนเราไม่ได้ขยับไปไหน รัฐบาลใหม่ก็เลยทำให้เกิดความคาดหวัง อันนี้ไม่เรียกจุดอ่อน แต่เป็นเรื่องของความกดดัน ที่รัฐบาลต้องรีบแก้ไข เลยทำให้เป็นตัวฉุดเหมือนกับที่รัฐบาลถูกคาดหวังไว้สูง
วราเทพ อธิบายว่า อะไรที่ใกล้ตัวที่สุด คนก็จะรู้สึกเร็ว ทั้งเรื่องของแพงแต่จริงๆต้องบอกว่าเป็นการเมืองผสมอยู่ด้วย ส่วนจะเร่งแก้ไขตรงไหนต้องไปพร้อม ทำอย่างไรให้มีรายได้ คนที่เป็นเกษตรกร สินค้าเกษตรราคาดี ถึงสินค้าอุปโภคบริโภคแพงหน่อยคงไม่ว่า แก้ก็ต้องแก้สองทาง เพิ่มรายได้ลดรายจ่าย ถ้าแยกดูเป็นตัว บางตัวอาจจะดีบางตัวอาจไม่ดี แต่เวลาพูดเขาไม่พูด เขาจะพูดตัวไม่ดี
โควตาเจ๊แดง
คาดการณ์ว่าหวนคืนถนนการเมืองรอบนี้"วราเทพ" เตรียมร่วม ครม.ปู 3 โควตาเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ แต่ "วราเทพ"ชี้แจงว่า จริงๆ แล้วไม่น่าจะเป็นโควตา แต่สนิทกันตั้งแต่พรรคไทยรักไทย ทั้งในฐานะเลขาฯ ที่ผูกพัน เคารพนับถือ เวลามีงานมีการส่วนตัวก็ไปร่วมงาน ทำนองนั้น
"ไม่มี...ใครที่เคยอยู่ไทยรักไทยจะรู้ว่าไม่มีระบบโควตา แบบ 7 คนต้องได้ 10 คนต้องได้ ภาคเหนือต้องได้เท่านั้นเท่านี้ เขาดูความเหมาะสม ความอาวุโส แล้วดูสัดส่วนนิด
หน่อย ภาคเหนือมี สส.ขนาดนี้น่าจะมีผู้ที่มีตัวแทนด้านบริหาร แต่ไม่ตายตัวว่าต้องเป็นคณิตศาสตร์"
ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ ปัจจุบันคุณแดงก็ไม่ได้บอกว่าท่านมีโควตา แต่ถูกมองอย่างนั้นได้ไหม ได้ เพราะท่านเป็นผู้นำทางภาคเหนือ เพราะฉะนั้นเวลามีรัฐมนตรีที่มาจากภาคเหนือก็ไปมองว่าเป็นของคุณเยาวภา ส่วนคนสนิทกันไปเจอกันคุยกันก็เลยกลายเป็นโควตา
วราเทพ มองว่า มีคนที่สนิทกับเจ๊แดงเยอะ เพราะเป็นผู้ใหญ่ใจดี พี่ๆ น้องๆ ในพรรคเรียกพี่ สมัยนู้นหรืออาจจะสมัยนี้ด้วยก็อาจจะมีหลายคนช่วยทำงานไม่ได้มาที่เขาคนเดียว อย่างคุณวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุลยงยุทธ ติยะไพรัช บุญทรง เตริยาภิรมย์ไม่ใช่เขาคนเดียว
ห่างหายจากหน้าฉากการเมืองไป 5 ปีเขายืนยันว่าไม่มีใครมาอยู่ข้างหน้าแทนเพราะไม่ใช่เจ้าของโควตาตำแหน่งรัฐมนตรีให้คนอื่นมาดูแลแทนและก็ไม่เคยไปยุ่งกับรัฐมนตรีคนไหนเลย ถามว่ามีความสุขไหมก็สบายกาย ภาระหน้าที่น้อย เราได้ทำอะไรที่ชอบ แต่ก็ได้ทำอะไรที่ต้องการทำในช่วง4-5 ปี
สำหรับท่าทีเมื่อ111 พ้นโทษแบนจะดำเนินการอย่างไรต่อไป "วราเทพ" เล่าให้ฟังว่า จากที่มีการประชุมเมื่อสองอาทิตย์ที่แล้วก็มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะมีกิจกรรมวันที่ 30 พ.ค. และหลังจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่จะไปทำงานกันเอง ใครจะไปเขียนหนังสือ ใครจะทำอะไรก็แล้วแต่ วันที่30 พ.ค. ก็จะจบการเรียกกลุ่ม 111
กม.ปรองดอง ไม่มีทางที่คนเห็นด้วยหมด100%
จากประสบการณ์การเมืองยาวนาน2 ทศวรรษ "วราเทพ" มองว่ามีการเมืองทั้งหยุดนิ่งกับที่ ถอยหลัง และไปข้างหน้า คือจากที่ถอยหลังไปรอบหนึ่งเพราะนายกฯ ไม่ได้มาจากเลือกตั้ง จนรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เดินหน้าได้ต่อมามีปฏิวัติก็เหมือนกับถอยหลัง หลังจากนี้รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง ได้เสียงสนับสนุนเกินครึ่ง ก็น่าจะเดินหน้า
"การเมืองไทยยังไม่ใช่การเมืองนิ่งเป็นระบบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ตลอด ยังไม่เป็นโครงสร้างแน่นหนาระบบ 2 พรรค และอยู่ 4 ปีแน่นอน คนที่มีความเกี่ยวข้องทางการเมืองต้องช่วยกัน เริ่มต้นต้องเริ่มจากระบบพรรค การให้ความรู้เข้าไปให้ประชาชนมีส่วนร่วม หรือแม้กระทั่งเป็นนักธุรกิจ
ก็ต้องมองการเมืองส่งผลกับเขา ถ้ามองการเมืองไม่ดี แล้วถอยออกไปอยู่เรื่อยก็ไม่ดี"
ที่ผ่านมาวัฏจักรมีทั้งเดินหน้า หยุดนิ่ง ถอยหลัง แต่เราจะทำอย่างไรให้เดินหน้ามากกว่าหยุดนิ่งและไม่ให้ถอยหลัง คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องต้องช่วยกัน ประเด็นปัญหาทำให้ถอยหลังต้องหยุด คนที่จะทำให้หยุดนิ่งก็ต้องเดินหน้า คนที่มีหน้าที่เป็นตัวแสดงก็ต้องพยายามทำให้คนที่เขาจะสนับสนุนเพิ่มขึ้น มองนักการเมืองเป็นอาชีพที่เข้ามาเปิดโอกาสให้คนนอกเข้ามาได้มากขึ้น
สำหรับเรื่องความปรองดอง"วราเทพ" มองว่าวันหนึ่งต้องดีขึ้น แต่ว่าจะเร็วหรือช้าเท่านั้นเอง ต้องถามตัวเองว่าปัญหาอยู่ที่ไหน ก็ยังตีโจทย์ไม่แตก มันสลับซับซ้อนมาก ใครจะทำให้เกิดความปรองดองได้ ด้วยความรู้ประสบการณ์การเมืองยังตอบไม่ได้ว่าใครจะทำให้เกิดการปรองดอง
ความพยายามผลักดัน พ.ร.บ.ปรองดองนั้นวันนี้ไม่มีทางที่จะทำให้คนเห็นด้วยหมด 100%ขอมองว่าถ้าเสียงเกินครึ่งส่วนใหญ่มองเห็นว่าแนวทางนี้ไปได้ คนที่เห็นค้านก็ต้องยอมรับเสียงข้างมากก็ต้องทำความเข้าใจกับคนส่วนน้อย
"ไม่ว่าใช้วิธีการไหน ถ้าคนที่ไม่เห็นด้วยก็ไม่เห็นด้วย ส่วนคนเห็นด้วยก็ต้องพยายามทำให้คนไม่เห็นด้วยเกิดความเข้าใจ ไม่ว่าจะใช้กฎหมายหรือค่อยๆ ทำ วันนี้ตอบไม่ได้เลยว่าอันนี้ถูกหรือผิด อันนี้ต้องกลับมาคิดว่าทุกคนต้องยึดแนวทางที่ทำยังไงให้เกิดประโยชน์ส่วนรวม ไม่ว่าจะพอใจ ไม่พอใจ แต่ถ้าส่วนรวมได้ ตัวเองอาจจะไม่ได้ทันที ช้าหน่อยแต่ก็ต้องยอมรับ ตัวเองอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะแนวคิดรับไม่ได้"
"วราเทพ" กล่าวว่า การเมืองต่อไปต้องเป็น2 ขั้วด้วยระบบพรรค คือ สู้กันด้วยเรื่องนโยบายและฝีมือ นโยบายทุกคนอาจจะเขียนกันได้ แต่ต้องมีฝีมือด้วย ต้องเหลือพรรค 2 ขั้วใหญ่ ส่วนพรรคเล็กก็ควรต้องมี แต่เป็นจำนวนไม่มากนัก
สำหรับเสื้อแดงเวลานี้เป็นองค์กรที่เข้มแข็งมีการรวมตัวทางการเมือง มีจุดยืนชัดเจน เมื่อมาสนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็อาจจะมีเสียงสนับสนุนมากกว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องไปค้นหาตัวเองว่าทำยังไงถึงจะสร้างพลังให้ประชาชนมาสนับสนุนให้ชนะการเลือกตั้งให้ได้ ไม่น่าจะมาบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเสื้อแดง จะเป็นปัญหาการเมืองไทย
วราเทพ ยอมรับว่าเสื้อแดงมีการเคลื่อนไหวทางการเมือง กระตุ้นทางการเมืองสูงทีเดียวในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ถึงจะไม่มีหลักฐานในการพิสูจน์ แต่ในอีสานและในหลายพื้นที่เป็นทฤษฎีใหม่ว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญน้อยลงต่อการชนะการเลือกตั้ง เพราะการรวมตัวกันของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบคนเสื้อแดงหรืออะไรก็ตาม
สำหรับปัญหาว่าเวลานี้เพื่อไทยและเสื้อแดงใครนำใครนั้น ในฐานะผู้สังเกตการณ์ บอกได้เลยว่าคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นคนที่จะมานำพรรคพรรคก็มีระบบกลไกของเขา คนเสื้อแดงเขาก็นำในส่วนกิจกรรมของเขา แต่เผอิญคนเสื้อแดงกับพรรคไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต่อต้านเผด็จการส่งเสริมประชาธิปไตย คนเสื้อแดงเป็นคนรากหญ้า ส่วนใหญ่เขาก็มานิยมนโยบายเพื่อไทย
ส่วนที่ระยะหลังเป็นปัญหาจนสะท้อนผ่านผลเลือกตั้งท้องถิ่นหลายแห่งนั้น วราเทพ มองว่าต้องลงไปดูแต่ละพื้นที่ให้ละเอียด เลือกตั้งท้องถิ่นย้อนกลับไปภาคใต้ คนที่ลงในนามพรรคประชาธิปัตย์ก็แพ้เลือกตั้งท้องถิ่นนะแต่พอเลือกตั้งใหญ่ประชาธิปัตย์ก็ชนะภาคใต้ทุกที







