
กลยุทธ์ลงทุนต่างประเทศ
....ทองมา วิติตรพงศ์พันธุ์
เมื่อบริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) ตัดสินใจว่าจะออกไปลงทุนต่างประเทศ เพื่อสร้างการเติบโตของผลประกอบการให้เกิดขึ้นอย่างไม่มีขีดจำกัดที่ต้องอยู่เฉพาะในประเทศ เมื่อบริษัทเติบโตเต็มที่แล้วในระยะ 3 ปีที่ผ่านมา การที่จะเลือกประเทศที่เหมาะสมกับบริษัทเราอย่างไร นับว่าเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความคิดอย่างหนักเพื่อให้รายได้ไปให้ถึงแสนล้านบาท ในปี 2560 ในเป้าดังกล่าวเราต้องเติบโตปีละ 25% ในจำนวนรายได้แสนล้านบาทนี้ ต้องมาจากรายได้นอกประเทศ 4 หมื่นล้านบาท
ตัวเลือกเบื้องต้นของบริษัทมีอยู่ 45 ประเทศ ประกอบด้วย เวียดนาม อินเดีย จีน อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
สุดท้ายเริ่มต้นที่สองประเทศคือ เวียดนาม และอินเดีย เพราะเป็นประเทศที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกิดใหม่เมื่อ 56 ปีก่อน จึงเป็นลู่ทางที่ดี โดยเริ่มศึกษาเวียดนามเมื่อ 3 ปีก่อน ศึกษาได้ 1 ปี ไม่มีช่องทางธุรกิจและเพิ่งกลับมาศึกษาใหม่
ส่วนประเทศอินเดียนั้น เริ่มต้นศึกษาเมื่อ 2 ปีก่อน มีลู่ทางดีเพราะประชากรสูง ทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยมีมาก
เราเริ่มกลับมาศึกษาอย่างจริงจังอีกครั้งในสองประเทศเมื่อต้นปีที่แล้ว พบว่า อินเดียเป็นประเทศเสรีนิยม กฎหมายการซื้อที่ดินเหมือนกฎหมายไทย ขณะที่เวียดนามเป็นประเทศสังคมนิยม มีระบบเวนคืนที่ดิน ทั้งนี้ Boston Consulting Group (BCG) ที่ปรึกษาของบริษัทแนะนำว่าควรขยายธุรกิจที่อินเดียก่อน
ดังนั้น แผนปี 2553 บริษัทจึงเดินหน้าเต็มตัวเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในต่างประเทศ ได้แก่ อินเดีย ที่เมืองบังคาลอร์ มุมไบ และเชนไน ประเทศเวียดนามที่เมืองไฮฟง และที่มัลดีฟส์
ที่อินเดีย ขณะนี้พฤกษามี 3 โครงการ ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อโครงการ อยู่ในเมืองบังคาลอร์ เชนไน และมุมไบ โครงการที่บังคาลอร์ บริษัทลงทุนเองทั้งหมด เพราะที่บังคาลอร์เรามีประสบการณ์อยู่แล้ว จึงมั่นใจว่าไม่มีปัญหา
ที่เชนไน เป็นการร่วมมือกับผู้ประกอบการท้องถิ่น โดยเราร่วมทุน 70% และมุมไบลงทุนครึ่งต่อครึ่ง ปีนี้เราตั้งเป้าหมายยอดขายที่อินเดียทั้งสามเมือง 1,500 ล้านบาท และรายได้ 1,000 ล้านบาท
ที่บังคาลอร์ มีที่ดินพร้อมที่จะพัฒนาเพื่อขาย 65 ไร่ หรือ 26 เอเคอร์ ขณะนี้อยู่ระหว่างขอใบอนุญาตการก่อสร้าง สำหรับโครงการเชนไน และมุมไบ พื้นที่มากกว่า 26 เอเคอร์ จะเริ่มเปิดขายไตรมาส 4 ปี 2553 นี้
ในประเทศเวียดนาม เราพัฒนาโครงการที่เมืองไฮฟง เป็นการร่วมทุนระหว่างพฤกษา 85% ที่เหลือเป็นบริษัทท้องถิ่น คือ Hoang Huy Service Investment มูลค่าโครงการ 2,500 ล้านบาท บนพื้นที่ 140 ไร่ ปีนี้คาดว่าจะมียอดขายและรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท ตามลำดับ โดยจะเปิดขายไตรมาส 2 และเริ่มก่อสร้างไตรมาส 3 ปีนี้
และสำหรับมัลดีฟส์ บริษัทเข้าไปทำเพราะในช่วงกลางปี 2552 รัฐบาลมัลดีฟส์กำลังหาผู้ลงทุนทำโครงการที่อยู่อาศัย จึงเป็นโอกาสของเราที่มัลดีฟส์เป็นตลาดเล็ก ประชากรประมาณ 3 แสนคน ไม่มีทรัพยากรธรรมชาติ มีแต่ทะเลกับเกาะ ขาดแคลนที่อยู่อาศัย หากเข้าไปทำมีโอกาสได้งานต่อเนื่องไปถึง 56 ปี
เราเข้าไปทำที่เมืองมาเล ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมัลดีฟส์ และเกาะฮูลูมาเล โดยร่วมทุน 80% กับ HDC หรือ Housing Development Corporation ที่เปรียบเสมือนการเคหะแห่งชาติบ้านเรา ที่เกาะฮูลูมาเล อยู่ย่านใจกลางธุรกิจ มีแผนจะขึ้นโครงการ 2,400 ยูนิต มูลค่า 4,500 ล้านบาท บนพื้นที่ 140 ไร่ แบ่งเป็น 3 เฟส โดยในไตรมาส 2 ปีนี้จะเริ่มเฟสแรก 650 ยูนิต มูลค่า 1,500 ล้านบาท
สำหรับตอนหน้าผมจะเขียนเรื่องวิธีจำกัดความเสี่ยงในการลงทุนแต่ละประเทศ...







