
พสกนิกรแห่จองที่รับเสด็จ กรุงเก่าเตรียมรับ2หมื่นคน
และแล้วก็ถึงวันที่ไม่เพียงแต่ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา รอคอย แต่ยังรวมถึงวันที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้ารอคอยที่จะได้ชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
โดย...สุนทร พงษ์เผ่า
และแล้วก็ถึงวันที่ไม่เพียงแต่ชาว จ.พระนครศรีอยุธยา รอคอย แต่ยังรวมถึงวันที่คนไทยทั้งประเทศเฝ้ารอคอยที่จะได้ชมพระบารมีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งจะเสด็จพระราชดำเนินทุ่งมะขามหย่อง อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ถือเป็นการเสด็จฯ เยี่ยมประชาชนต่างจังหวัดครั้งแรกในรอบ 3 ปี นับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้ารับการรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช
วันที่ 24 พ.ค. บรรยากาศที่ทุ่งมะขามหย่องคึกคักตั้งแต่เช้า ประชาชนจากทั่วสารทิศทยอยเข้ามาจับจองพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จ
สมาน ดาวเรือง อายุ 80 ปี รีบเดินทางมาจาก จ.นครสวรรค์ เพื่อจองพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จชื่นชมพระบารมีอย่างใกล้ชิด ก่อนหน้านี้ สมาน ได้เคยไปเฝ้าพระอาการที่โรงพยาบาลศิริราช ถึง 3 วัน 3 คืน พอทราบว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จฯ ทุ่งมะขามหย่อง จึงได้เดินทางมาจับจองพื้นที่เพื่อเฝ้าฯ รับเสด็จ
“ผมมีความสุขมากเมื่อเห็นพระองค์ท่าน”
ลัดดาวัลย์ มีโชคสม อายุ 62 ปี พร้อมทั้งครอบครัว ก็เดินทางมาจาก จ.นครราชสีมา เพื่อจับจองพื้นที่เฝ้าฯ รับเสด็จเช่นกัน เพราะเกรงว่าจะมีประชาชนมามาก จึงต้องเดินทางมาล่วงหน้า ซึ่งได้จองที่ใต้ต้นพิกุลริมสระน้ำตรงข้ามพลับพลาที่ประทับไว้แล้ว
ประภาพร เหยียดกระโทก อายุ 64 ปี ชาวบ้านจาก ต.ท่าเยี่ยม อ.โชคชัย จ.นครราชสีมา พร้อมครอบครัวและเพื่อนบ้าน 17 คน ก็นั่งรถประจำทางมาตั้งแต่กลางดึกที่ผ่านมา
“เมื่อทราบข่าวว่าในหลวงจะเสด็จฯ จึงหารือกับเพื่อนบ้าน แต่ไม่มีรถส่วนตัวกัน จึงรวมกลุ่มกันนั่งรถโดยสารเพื่อขอเข้าเฝ้าฯ ในหลวงให้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะทำได้”
ไม่ใช่เฉพาะประชาชนชาวไทยเท่านั้นที่ต่างปลาบปลื้มปีติ ชาวต่างชาติที่ติดตามข่าวสารของประเทศไทยก็ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณนี้เช่นกัน
“พระองค์ยังทรงอยู่ระหว่างพระประชวร ยังเสด็จฯ มาทุ่งมะขามหย่อง แสดงให้เห็นว่าพระองค์เป็นห่วงประชาชน ต้องการมาแก้ปัญหาน้ำท่วมให้กับประชาชนจึงได้เสด็จฯ มา ประชาชนคนไทยจึงรักกันทั่วทั้งประเทศอย่างไม่น่าแปลกใจ” แนนซี คลอคลีน นักท่องเที่ยวชาวอเมริกัน ซึ่งเดินทางมาท่องเที่ยว จ.พระนครศรีอยุธยา บอกเล่าถึงสิ่งที่เธอได้รับรู้
วิทยา ผิวผ่อง ผวจ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า มีแผนรับมือคลื่นมหาชนที่จะเดินทางมาเฝ้าฯ รับเสด็จไว้แล้ว โดยขอให้เดินทางมาก่อนเที่ยงเพื่อความสะดวก
“พื้นที่ในทุ่งมะขามหย่องกำหนดให้พสกนิกรเฝ้าฯ รับเสด็จรอบบึงน้ำขนาดใหญ่รอบพลับพลาที่ประทับและส่วนจัดแสดง มีการแบ่งพื้นที่ออกเป็น 18 โซน โดยแบ่งให้พสกนิกร 16 อำเภอของ จ.พระนครศรีอยุธยา 16 จุด จุดที่ 17 เป็นส่วนของข้าราชการ และจุดที่ 18 เป็นส่วนของประชาชนทั่วไป ทั้ง 18 จุดสามารถรับพสกนิกรได้ 6,300 คนเป็นอย่างน้อย แต่เชื่อว่าจะมีประชาชนพยายามจะเข้าให้ได้อีกจำนวนมาก คาดว่ารองรับได้สูงสุดเต็มที่ 2 หมื่นคน”
ผวจ.พระนครศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ให้นำรถยนต์ไปจอดที่พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวร ทุ่งภูเขาทอง โดยมีรถรางรับส่งฟรี โดยทางจังหวัดได้จัดทำสูจิบัตรจำนวน 1 หมื่นฉบับ ไว้สำหรับแจกจ่ายให้กับประชาชน โดยจะเริ่มแจกตั้งแต่เวลา 12.00 น. เป็นต้นไป บริเวณจุดตรวจทางเข้า เนื้อหาและภาพเป็นพระราชกรณียกิจของทั้งสองพระองค์ เมื่อครั้งทรงมาเกี่ยวข้าวที่ทุ่งมะขามหย่องเมื่อปี 2539
สำหรับประชาชนที่เข้างานไม่ได้นั้น สามารถเฝ้าฯ รับเสด็จในเส้นทางเสด็จฯ ผ่านถนนสาย 347 ปทุมธานีอยุธยา ช่วงตัดจากถนนวงแหวนฝั่งตะวันตกในเขต อ.บางปะอิน ตั้งแต่ ต.เชียงรากน้อย หรือหน้า สภ.บางปะอิน สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ต.บางกระสั้น และมาที่ ต.เกาะเกิด บางประแดง ตลาดเกรียบ และเข้าเขต อ.พระนครศรีอยุธยา ที่ ต.บ้านรุน ปากกราน และบ้านป้อม จนมาถึงสี่แยกวัดวรเชษฐ์
ขบวนเสด็จฯ จะข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาอีกครั้งที่ ต.บ้านป้อม เข้าสู่ ต.บ้านใหม่ และเลี้ยวซ้ายเข้าทุ่งมะขามหย่อง รวมระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตร โดยจะมีการตั้งจุดติดตั้งป้ายเฉลิมพระเกียรติพร้อมโต๊ะถวายเครื่องราชสักการะ จำนวน 85 จุด โดยมีพระสงฆ์สวดชัยมงคลคาถาตลอดเส้นทาง
นอกจากนี้ หลังเสร็จสิ้นพระราชกรณียกิจที่ทุ่งมะขามหย่องแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จฯ ผ่านเส้นทาง 347 ขาเข้ากรุงเทพฯ และเลี้ยวซ้ายเข้าเกาะเมืองอยุธยา มุ่งหน้าไปพระตำหนักสิริยาลัย ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร เพื่อเสวยพระกระยาหารค่ำ ซึ่งจะมีการตั้งจุดเพื่อให้ประชาชนได้เฝ้าฯ รับเสด็จเช่นกัน







