
เอเชียเสี่ยงหนักพิษยุโรป ต้องกระตุ้นเพื่ออยู่รอด
เดินหน้าเข้าขั้นวิกฤตไปทุกขณะสำหรับสถานการณ์หนี้สาธารณะในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู)
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
เดินหน้าเข้าขั้นวิกฤตไปทุกขณะสำหรับสถานการณ์หนี้สาธารณะในกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) จนบรรดาสถาบันองค์กรซึ่งคอยเฝ้าระวังจับตาดูสถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกอย่างใกล้ชิดพร้อมใจกันตบเท้าออกมาเตือนรายวันให้ทุกประเทศ ทุกภูมิภาคทั่วโลกหาหนทางและมาตรการระวังป้องกันอย่างเร่งด่วน
ไม่ว่าจะเป็นองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาระหว่างประเทศ (โออีซีดี) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และล่าสุด ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์)
ทั้งนี้ ข้อสรุปที่ได้จากสถาบันขนาดใหญ่ทั้งสามแห่งข้างต้นระบุอย่างเห็นพ้องต้องกันว่า ปัจจัยเสี่ยงหมายเลขหนึ่งของการเติบโตเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ก็คือ ยุโรป ซึ่งตกอยู่ในสถานการณ์ที่นักวิเคราะห์เห็นตรงกันว่ามืดแปดด้าน ตลอดจนการเดินหน้าแก้ไขปัญหาก็เป็นไปแบบคลำทาง
แถมยังคลำไปคนละทิศละทาง จนทำให้การคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าอยู่ในสภาพพอไปได้ไม่คึกคักโดดเด่น โดยโออีซีดีคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้จะโตขึ้นเพียง 3.4% ส่วนปีหน้าจะกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยที่ 4.2% โดยมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกอย่างสหรัฐได้รับผลกระทบไปเต็มที่ โดยมีการเติบโตได้เพียง 2.4% ในปีนี้ และ 2.6% ในปี 2556 ขณะที่ภูมิภาคเอเชียก็มีสภาพไม่แตกต่างกัน คือการเติบโตลดลงจากการคาดการณ์ก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 7.8% มาเป็น 7.6%
เพียงแต่เมื่อเทียบกับสหรัฐและยุโรปแล้ว ก็ต้องยอมรับว่าตัวเลขของเอเชียโตมากกว่าภูมิภาคอื่นๆ และอยู่ในระดับดีพอที่จะกลายเป็นความหวังของเหล่านักลงทุนทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการเติบโตที่เห็นได้ชัดของภูมิภาคเอเชีย ก็ไม่ได้หมายความว่าประเทศในแถบเอเชียจะเบาใจ วางใจ และเผลอปล่อยใจยินดีปรีดาไปกับสัญญาณบวกชั่วคราวที่มองเห็นอยู่ในขณะนี้
เพราะปัจจัยเสี่ยงที่เศรษฐกิจของภูมิภาคจะสะดุดติดหล่มหน้าคะมำยังคงอยู่ครบถ้วนและไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ
ทั้งนี้ รายงานประจำปีของธนาคารโลกได้ส่งคำเตือนพุ่งเป้าหมายมายังเอเชียตะวันออกอย่างชัดเจนว่า ภูมิภาคแห่งนี้จะมีแนวโน้มการเติบโตที่เชื่องช้าลงอย่างเห็นได้ชัด แถมอาจจะโตช้าลงอยู่ในระดับเดียวกับเต่าคลานได้ทุกเมื่อ หากว่าเงื่อนไขของสถานการณ์เศรษฐกิจโลกแย่ลงมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
แน่นอนว่าปัจจัยเสี่ยงแรกสุดที่ย้ำแล้วย้ำอีกกันมาโดยตลอดสำหรับเอเชียตะวันออก ก็คือ ยุโรป เพราะสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ แถมยังเดินหน้าเข้าสู่ภาวะถดถอยส่งผลต่อปริมาณความต้องการสินค้าของประชาชนชาวยุโรป ซึ่งจะกระทบต่อตัวเลขการส่งออกสินค้าจากเอเชียไปยังภูมิภาคยุโรปอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
นอกจากนี้ ภูมิภาคยุโรปคือแหล่งเงินทุนที่สำคัญของเอเชีย เมื่อไม่มีแหล่งทุนเข้ามา เอเชียก็ย่อมไม่มีเงินมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ กลายเป็นปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน ที่มีสิทธิลุกลามไปสู่ภาคธุรกิจจริงเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2551
ทั้งนี้ เมื่อเอ่ยถึงเอเชียตะวันออก ประเทศที่คนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงเป็นอันดับต้นๆ ก็คือยักษ์ใหญ่ของภูมิภาคแห่งนี้ อย่างประเทศจีน ในฐานะประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่แห่งเอเชียในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นขนาดของประเทศ จำนวนประชากร และมูลค่าปริมาณทางเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน
จนเรียกได้ว่า จีนกลายเป็นพันธมิตรทางการค้าหมายเลขหนึ่งของเกือบทุกประเทศในภูมิภาค
ต้องยอมรับว่า จุดเด่นเศรษฐกิจของจีนประการหนึ่งก็คือ การส่งออกสินค้าไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลกในปริมาณมหาศาลภายใต้ราคาที่ถูกกว่าคู่แข่ง ซึ่งในช่วงไม่กี่สิบปีให้หลังมานี้ การส่งออกได้กลายมาเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศจีน
ดังนั้น เมื่อตลาดส่งออกสำคัญของจีนอย่างภูมิภาคยุโรปไม่อยู่ในสถานการณ์ที่จะสั่งซื้อสินค้าจากจีนได้อีกต่อไป การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนก็ต้องชะลอตัวลงอย่างไม่ต้องสงสัย
และนำไปสู่ปัจจัยเสี่ยงประการที่สองที่เหล่านักวิเคราะห์เริ่มมองเห็นเค้าลางของพายุร้ายที่น่าหวั่นเกรง คือ ความเลวร้ายของหนี้ยุโรปอาจทำให้การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนเป็นไปอย่างรวดเร็วกว่าที่คาดการณ์กันไว้ก่อนหน้านี้
หลักฐานยืนยันก็คือ แถลงการณ์ล่าสุดของธนาคารโลกที่ออกมาระบุว่าได้ปรับลดการคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของแดนมังกรลงอีกอย่างต่อเนื่อง โดยจากที่กำหนดไว้เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว ว่าในปี 2555 นี้จีนจะโตได้ 8.4% ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ธนาคารโลกกลับหั่นตัวเลขลงอีกเหลือ 8.2%
เมื่อยักษ์ใหญ่อืด มีหรือประเทศพันธมิตรคู่ค้าจะไม่เอื่อยตาม โดยที่ผ่านมาในขณะที่จีนเติบโตอู้ฟู้จากการส่งออก จีนก็ได้กลายเป็นตลาดนำเข้าสินค้าจากประเทศต่างๆ รวมถึงการเป็นแหล่งรวมนักลงทุนคนสำคัญด้วยเช่นกัน ยืนยันได้จากตัวเลขของธนาคารโลกที่ประเมินว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนนั้นหมายรวมถึงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในแถบเอเชียตะวันออก รวมถึง 10 ชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ถึง 80%
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือ การเติบโตของจีนก็คือการเติบโตของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบริษัทจีนแห่งหนึ่งลดปริมาณการลงทุน เพราะยอดการส่งออกลดลง ความต้องการนำเข้าสินค้าจากเอเชีย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบเพื่อนำไปผลิตและส่งออกต่อไปยังตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปก็จะลดลงเช่นกัน ผู้ส่งออกที่คอยป้อนสินค้าประเภทดังกล่าวก็จะได้รับผลกระทบทันที เพราะปริมาณที่เคยส่งออกได้หดหายไป
ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงตัวสุดท้าย ซึ่งก็เป็นผลสืบเนื่องตามมาจากปัจจัยเสี่ยงประการที่สองจากการเติบโตที่ช้าลงของจีนก็คือภาวะหนี้และอัตราเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ สิ่งที่บรรดานักวิเคราะห์ทั่วโลกย้ำให้เอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกทำมาโดยตลอดก็คือ การปรับโครงสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจด้วยการลดการพึ่งพาการส่งออก และหันเข้าหาตลาดภายในประเทศมากขึ้น
เรียกได้ว่า ให้กระตุ้นการเติบโตด้วยกำลังการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศเป็นสำคัญ ทั้งการผ่อนปรนนโยบายการเงิน ลดอัตราดอกเบี้ย และลดทุนสำรองเงินฝาก หรือกระทั่งการลงทุนในโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำประปา ถนน ของภาครัฐบาล ก็ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังที่ไม่อาจจะมองข้ามได้ก็คือความเป็นจริงที่ว่า มาตรการทั้งหลายที่ดึงดูดจูงใจให้คนยอมควักเงินในกระเป๋าออกมาใช้นี้ ก่อให้เกิดหนี้และภาวะเงินเฟ้อตามมา
ทั้งนี้ แม้ว่ารัฐบาลของแถบเอเชียตะวันออก รวมถึงจีนยังพอมีเพดานให้สร้างหนี้ได้ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องวนเวียนกับวิกฤตหนี้ก็เป็นบทเรียนให้รู้ว่า การก่อหนี้เพื่อหวังให้เศรษฐกิจโตไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาวเลยแม้แต่น้อย
ผลลัพธ์ดังกล่าวส่งผลให้นักวิเคราะห์จากธนาคารโลกแนะนำว่า รัฐบาลของจีน ตลอดจนรัฐบาลในเอเชียตะวันออกต้องหันมาปรับใช้นโยบายด้านการคลังมากขึ้น ซึ่งมาตรการทางการคลังที่จะนำมาใช้กระตุ้นการบริโภคภายในประเทศส่วนใหญ่ก็คือ การตัดลดภาษี การเพิ่มสวัสดิการ ตลอดจนการเพิ่มค่าใช้จ่ายทางสังคมต่างๆ แทนที่จะหันไปกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการลงทุน หรือลดอัตราดอกเบี้ยซึ่งส่งผลให้มีหนี้ท่วมแต่เพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ การวางนโยบายที่ไม่เข้มงวดจนเกินไปก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน ซึ่งหมายความว่า ในระหว่างดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ การคอยเฝ้าระวังเงินเฟ้อ และพร้อมที่จะนำนโยบายควบคุมเงินเฟ้อกลับมาใช้ได้เสมอทุกเมื่อ ก็นับเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญสำหรับการรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายทางเศรษฐกิจที่จะตามมา พร้อมกับวิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน
ทั้งนี้ทั้งนั้น กุญแจสำคัญสำหรับเอเชียตะวันออกที่จะช่วยนำพาให้ตัวเองรอดจากเศรษฐกิจที่ยากลำบากในขณะนี้ไปได้ก็คือ ต้องลงมือทำให้เร็วที่สุด ก่อนที่สถานการณ์ในยุโรปจะกู่ไม่กลับ และสถานการณ์หนี้ในสหรัฐจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่







