
หนี้สาธารณะบานขว้างงูไม่พ้นคอ
การพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2556 ของสภาผู้แทนราษฎร วงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3 แสนล้านบาท
โดย...เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การพิจารณางบประมาณรายจ่ายปี 2556 ของสภาผู้แทนราษฎร วงเงิน 2.4 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล 3 แสนล้านบาท จากการประมาณการจะเก็บรายได้สุทธิ 2.1 ล้านล้านบาท ทำให้รัฐบาลติดล่มเป็นรัฐบาลเอาแต่กู้อีกครั้ง
การกู้เพื่อชดเชยการขาดดุล 3 แสนล้านบาท แม้ว่าจะลดลงจากปีงบประมาณ 2555 ที่กู้ขาดดุล 4 แสนล้านบาท แต่จำนวนเงินยังถือว่าสูงอยู่ไม่น้อย เพราะจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) สูงถึง 3-4% ทำให้สัดส่วนหนี้ที่ปัจจุบันอยู่ที่ 42% ของจีดีพี วิ่งทะยานเข้าสู่เรดโซนอันตรายเกิน 60% ของจีดีพีเร็วขึ้นเท่านั้น
ก่อนหน้านี้ เดือนที่ผ่านมากระทรวงการคลังเพิ่งให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบปรับแผนการก่อหนี้ของประเทศ เพิ่มการก่อหนี้ก้อนใหญ่ถึง 4.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้พุ่งจาก 42% ของจีดีพี แตะ 50% ของจีดีพี ภายในปีนี้หรือปีหน้าทันที
แผนการปรับโครงสร้างหนี้ เป็นการกู้จากการออก พ.ร.ก.กู้เงินพัฒนาแหล่งน้ำป้องกันน้ำท่วม 3.5 แสนล้านบาท พ.ร.ก.กู้เงินตั้งกองทุนประกันภัยพิบัติอีก 5 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ ยังกู้ขาดดุลเพิ่มปี 2555 อีก 5 หมื่นล้านบาท ซึ่งเดิมทำแผนการกู้ขาดดุลไว้ 3.5 แสนล้านบาท แต่รัฐบาลเพิ่มเป็น 4 แสนล้านบาท หลังจากที่ต้องใช้เงินจำนวนมากฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554
กระทรวงการคลังประเมินเมื่อครั้งเสนอการปรับโครงสร้างหนี้ใหม่ ว่าภายใน 2 ปี รัฐบาลจะต้องกู้เงินตาม พ.ร.ก.และชดเชยการขาดดุลงบประมาณ 2555 รวมกันเป็นเงิน 7-8 แสนล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้น7-8% ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ที่อยู่ 42% พุ่งขึ้นไปแตะ 50% ของจีดีพีได้อย่างไม่ยากเย็น
ที่ผ่านมารัฐบาลออกมายืนยันว่าระดับหนี้ดังกล่าวยังน้อยกว่ากรอบความยั่งยืนการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพี
แต่การที่รัฐบาลยังต้องกู้อีกเพื่อชดเชยขาดดุลงบประมาณ 2556 อีก 3 แสนล้านบาท จะทำให้สัดส่วนหนี้เพิ่มขึ้นเป็น 55% เขย่าเสถียรภาพการเงินการคลังของประเทศเหมือนยืนอยู่บนเส้นด้าย
นี่ยังไม่นับรวมกับการกู้เล็กกู้น้อย อย่างล่าสุดการประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.กาญจนบุรี ครม.ก็เห็นชอบให้ปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นอีก 3 หมื่นล้านบาท เพื่อไปโปะเงินกองทุนน้ำมันฯ ที่ยังไม่รู้ว่ารัฐบาลต้องกู้อีกกี่หมื่นล้านบาท
เพราะราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่อง แม้ว่าราคาจะลดลงบางครั้ง แต่หักกลบลบหนี้แล้วราคาขึ้นก็ยังมากกว่าราคาลด
นอกจากนี้ ภาพรวมของการทำงบประมาณรายจ่ายปีต่อไป ก็ยังขาดดุลยังต่อเนื่องอีกหลายปี จากแผนการก่อหนี้ของประเทศ ประเมินว่า หลังจากปีงบประมาณ 2556 ขาดดุล 3 แสนล้านบาท ปีงบประมาณยังต้องกู้ชดเชยขาดดุลอีก 2 แสนล้านบาท ปีงบประมาณ 2557 ต้องกู้ขาดดุล 1 แสนล้านบาท หากรวมส่วนนี้ ทำให้สัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีไม่เกิน 60% ในอนาคตเป็นไปได้ยาก
แม้ว่ารัฐบาลจะออกมาแจงว่า การกู้เงินถมเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลจะทำให้เศรษฐกิจบานสะพรั่ง ทำให้สัดส่วนหนี้ลดลงในที่สุด ก็เป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรไว้ใจได้ เพราะอย่างที่เห็นเศรษฐกิจโลกมีแต่ทรงกับทรุด เศรษฐกิจสหรัฐยังทรงตัว เศรษฐกิจยุโรปมีปัญหาบานปลายกลัวลุกลามขยายวง ยังแก้ไม่ตก ยังสะเทือนเศรษฐกิจไทย หุ้นไทยแกว่งไปแกว่งมา ดัชนีลดลงจนน่าใจหาย หลังจากที่พยายามไต่ขึ้นสูงมาเป็นเวลานาน
ขณะที่เศรษฐกิจจีนเริ่มชะลอตัว เงินเฟ้อเริ่มออกฤทธิ์ เศรษฐกิจญี่ปุ่นยังไม่ฟื้น ทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงอันตรายกับเศรษฐกิจไทย ที่เป็นประเทศเล็กให้ล้มลุกคลุกคลานได้ทุกเมื่อ
ซึ่งหากรับมือไม่ดี เศรษฐกิจโตไม่ได้อย่างที่วาดฝันแล้ว นอกจากสัดส่วนหนี้ไม่ลดแล้วยังมีแต่งอกบานจนใครก็เอาไม่อยู่ และอาจเป็นวิกฤตหนี้เหมือนที่ยุโรปประสบปัญหากุมขมับแก้ไม่ได้ ก็มาจากเรื่องหนี้ท่วมหัว เพราะใช้จ่ายเกินตัว
ณรงค์ชัย อัครเศรณี อดีต รมช.พาณิชย์ เคยออกมาเตือนรัฐบาลว่า หนี้สาธารณะของไทยควรอยู่ที่ระดับไม่เกิน 50% ของจีดีพี แม้ว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังจะกำหนดให้ไม่เกิน 60% เนื่องจากไทยมีขนาดเศรษฐกิจเล็ก และรัฐบาลมีรายได้ 20% ของจีดีพี หากมีหนี้เกิน 50% ของจีดีพี จะมีปัญหารายได้ไม่พอชำระหนี้ในอนาคตได้
การก่อหนี้ควรทำเพื่อการลงทุนและสร้างระบบสวัสดิการให้แก่สังคม เพราะจะช่วยให้มีรายได้และเกิดประโยชน์มากกว่าการนำไปใช้จ่ายที่ไม่ควรทำ เช่น โครงการบ้านหลังแรกและรถยนต์คันแรก เพราะเป็นโครงการที่สร้างความนิยมทางการเมือง แต่ไม่เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาพรวม
ณรงค์ชัย ยังชี้ให้เห็นว่า จากประวัติศาสตร์วิกฤตเศรษฐกิจโลก ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 วิกฤตต้มยำกุ้ง จนมาถึงวิกฤตหนี้ยุโรปในปัจจุบัน ต้นตอปัญหาเกิดจากการก่อหนี้สูงเกินกว่าที่จะชำระได้ ทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และการค้า การบริโภคหดตัวอย่างรุนแรง
แม้ว่าจะมีหลายฝ่ายท้วงติงแต่รัฐบาลดูเหมือนไม่ฟัง ดำเนินนโยบายประชานิยมลด แลก แจก แถม ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรกทำให้เสียเงินภาษี 3 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านหลังแรกเสียเงินภาษี 1 หมื่นล้านบาท และการลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ในปี 2555 และ 20% ในปี 2556 ทำให้ภาษีหายไป 1.5 แสนล้านบาท ทำให้รัฐบาลเข้าเนื้อรายได้ลด ต้องกู้เพิ่ม
ยังมีนโยบายจำนำข้าว ที่ให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กู้เงินรับจำนำให้รัฐบาลไปก่อน 3-4 แสนล้านบาท และมีการประเมินกันว่า จะเสียหายในปีแรก 2 หมื่นล้านบาท หนีไม่พ้นต้องใช้เงินกู้มาโปะอีก
การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ 1.5 หมื่นบาท รวมทั้งการปรับโครงสร้างทั้งระบบ ทำให้รัฐบาลมีภาระงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกปีละ 12 หมื่นล้านบาท หรือโครงการพักหนี้ดีทำแบงก์รัฐเสียหาย 4.5 หมื่นล้านบาท จนอาการหนักส่อขาดทุน ทำให้รัฐต้องหาเงินมาโปะช่วยครึ่งหนึ่ง หนีไม่พ้นต้องกู้เป็นดินพอกหางหมู
เหตุผลสำคัญที่ทำให้รัฐบาลนี้ จึงตกอยู่ในวังวนกู้สิบทิศ นอกจากจะมาใช้จ่ายมือเติบจากโครงการประชานิยมตำน้ำพริกละลายแม่น้ำแล้ว
ส่วนหนึ่งยังมาจากนโยบายไม่ยอมหารายได้เพิ่ม กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ยืนยันว่า ยังไม่ขึ้นภาษีใดๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มภาษีน้ำมันดีเซลที่ลดลงเหลือ 0.005 บาทต่อลิตร มาเป็น 5.31 บาทต่อลิตร ที่ทำให้กรมสรรพสามิตต้องสูญรายได้เดือนละ 9,000 ล้านบาท เพราะกลัวว่าขึ้นภาษีจะทำให้ของแพงที่แก้ไม่ได้ ยิ่งแพงขึ้นไปอีก
รมว.คลังยังยืนยัน ไม่ขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 7% เป็น 10% ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2556 ทำให้รัฐบาลขาดรายได้ไปปีละ 2 แสนล้านบาท ยังไม่รวมกับกรณีที่ไม่เก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หรือภาษีบาปสุรา เบียร์ บุหรี่ เพราะไม่ต้องการให้กระทบนายทุนที่แนบแน่นกับฝ่ายการเมือง
การบริหารเศรษฐกิจของประเทศที่รายจ่ายต้องโตขึ้นทุกวัน แต่รัฐบาลกลับเมินหารายได้เพิ่ม จนเป็นอันตรายต่อหนี้ที่ไม่พ้นต้องกู้เพิ่มเป็นดินพอกหางหมู มีความเสี่ยงกับเศรษฐกิจมากขึ้นทุกวัน
ดังนั้น ปัญหาหนี้สาธารณะจะเป็นภัยเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นภัยคุกคามการบริหารงานของรัฐบาลด้วย เพราะตัวเลขการกระทำต่างๆ บ่งบอกว่าหนี้มีแต่เพิ่มเป็นจรวด แต่การเก็บรายได้เพิ่มอืดเป็นเรือเกลือ กลายเป็นปัญหาที่รัฐบาลแก้ไม่ตกและแก้ตัวไม่ได้
ที่สำคัญ หากรัฐบาลยังไม่หยุดเป็นเจ้าพ่อบุญทุ่มหวังคะแนนทางการเมืองอย่างเดียว ชนิดพอเสียงตก มีปัญหาทำรัฐบาลเสื่อมศรัทธา ก็คิดแต่ทำโครงการประชานิยมใช้เงินภาษีเป็นหมื่นเป็นแสนมัดใจฐานเสียง ไม่สนวินัยการเงินการคลัง รายได้ไม่พอก็ต้องกู้มาถม
เรื่องหนี้สาธารณะทำอย่างไรก็แก้ไม่ตก เป็นระเบิดเวลาระเบิดใส่เศรษฐกิจไทยในไม่ช้านี้







