
จับตาหนี้เสียแบงก์สเปนระเบิดเวลาลูกใหม่จ่อคอหอยยูโรโซน
นายกรัฐมนตรี มาเรียโนราจอย แห่งสเปน ได้กล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สเปนไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
นายกรัฐมนตรี มาเรียโนราจอย แห่งสเปน ได้กล่าวไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า สเปนไม่จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือทางการเงินจากภายนอกเพื่อแก้ปัญหาหนี้เสียของภาคธนาคาร แถมยังสวนกลับประธานาธิบดี ฟรองซัวส์ ออลลองด์ ของฝรั่งเศสในทำนองว่า ทำเป็นรู้ดีทั้งที่ยังไม่รู้สถานะแท้จริงของธนาคารในสเปน
เพราะปัจจุบัน แม้แต่รัฐบาลสเปนก็อาจจะยังไม่รู้ความเสียหายที่แท้จริงของภาคธนาคารในประเทศตนเองด้วยซ้ำ และเป็นที่มาของการแต่งตั้งบริษัทตรวจสอบบัญชี 2 แห่ง เข้าตรวจสอบสถานะทางการเงินที่แท้จริงของภาคการธนาคารในประเทศ
และความไม่รู้นี่เอง ที่ทำให้ทุกฝ่ายหวาดวิตกว่า ขอบเขตความเสียหายที่แท้จริงอาจรุนแรงกว่าที่คาดไว้มาก จนกลายเป็นระเบิดเศรษฐกิจลูกที่ 4 ในยูโรโซนได้ไม่ยาก
ปัจจุบัน ปัญหาหนี้เสียในภาคการธนาคารของสเปนได้กลายเป็นความวิตกกังวลหลักอันดับ 1 ของนักวิเคราะห์ทั่วโลก โดยมีวิกฤตการณ์ของกรีซเป็น “ปัจจัยเร่ง” ให้ปัญหาลุกลามและรุนแรงยิ่งขึ้น
ปัญหาของสเปนในวันนี้อาจไม่ต่างอะไรไปจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ เมื่อปี 2551 โดยต้นตอหลักๆ ของปัญหาหนี้เสียจะกระจุกตัวในภาคการธนาคาร อันเป็นผลกระทบจากภาวะฟองสบู่ตลาดอสังหาริมทรัพย์เกิดแตกตั้งแต่เมื่อปี 2551 จนก่อให้เกิดปัญหาหนี้เน่าในภาคการเงินและธนาคารอย่างหนักจนรัฐบาลต้องแต่งตั้งให้บริษัทผู้ตรวจสอบบัญชีเอกชนเข้ามาประเมินความเสียหายที่แท้จริงทั้งระบบ ซึ่งเป็น “จุดเริ่มต้น” ของความพยายามแก้ปัญหาอย่างจริงจัง
การปฏิรูปภาคธนาคารครั้งใหม่เมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลได้กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์กันทุนสำรองเพื่อป้องกันความเสี่ยงจาก “หนี้เน่า” เพิ่มอีก 3 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.2 ล้านล้านบาท) ในกรณีที่หนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์กลายเป็นหนี้เสีย ซึ่งถือเป็นการกันสำรองอีกครั้ง เพิ่มเติมจากเมื่อเดือน ก.พ. ซึ่งกำหนดวงเงินในขณะนั้นที่ 5.38 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.15 ล้านล้านบาท)
ธนาคารกลางของสเปน ระบุว่า ระดับหนี้ของธนาคารในสเปนเมื่อเดือน มี.ค. ได้พุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ในรอบ 18 ปี อยู่ในระดับ 8.37% หรือราว 1.875 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.87 ล้านล้านบาท) ท่ามกลางแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด สถาบันการเงินระหว่างประเทศ(ไอไอเอฟ) ซึ่งมีข้อมูลและการติดต่อกับธนาคารราว 450 แห่งทั่วโลก ระบุว่า ความเสียหายของระบบธนาคารในสเปนอาจสูงถึงระหว่าง 2.16–2.6 แสนล้านยูโร (ราว 8.610 ล้านล้านบาท) ซึ่งในกรณีที่เลวร้ายที่สุดนั้น รัฐบาลสเปนเองก็ไร้ปัญญาที่จะเข้าอุ้ม ด้วยเพราะสถานะทางการคลังของภาครัฐเองก็ไม่สู้ดีนัก จนอาจจำเป็นต้องขอกู้เงินจากภายนอกราว 6 หมื่นล้านยูโร (ราว 2.4 ล้านล้านบาท)
ในขณะที่ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอล ซึ่งมีกำหนดชำระใน 90 วันก็กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 10 เท่า จากเมื่อปี 2540 ซึ่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ในสเปนกำลังบูมสุดขีด
ทว่าสิ่งที่สเปนต่างไปจากสหรัฐก็คือ รัฐบาลสเปนไม่อยู่ในสถานะที่จะช่วยค้ำภาคธนาคารได้หากเกิดปัญหา เนื่องจากมีระดับการขาดดุลงบประมาณสูงถึง 8.9 ของจีดีพี ขณะที่เพดานของกลุ่มยูโรโซนอยู่ที่ 3% เท่านั้น ส่วนหนี้สาธารณะก็หนักหนาสาหัสไม่แพ้กัน โดยพุ่งไปอยู่ที่ 79.8% ของจีดีพีในปีนี้ เพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 68.5% เมื่อปีที่แล้ว จนรัฐบาลสเปนต้องเดินหน้ามาตรการรัดเข็มขัดทางการคลังในหลายด้าน
สิ่งที่น่ากลัวนอกเหนือจากหนี้เสียก็คือ แนวโน้มทางเศรษฐกิจมหภาคของสเปน ซึ่งเผชิญทั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอยมาตั้งแต่ไตรมาสสุดท้ายของปี 2554 และยังถูกซ้ำเติมด้วยอัตราการว่างงานที่พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทำสถิติสูงสุดในยุโรปที่ 24.4% ซึ่งองค์กรเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาของยุโรป (โออีซีดี)ได้เตือนล่าสุดว่า กลุ่ม 17 ประเทศยูโรโซนอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอยอย่างรุนแรงตามมาในปีนี้
และประเด็นที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐจะหาเงินมาจากไหน
การระดมทุนในตลาดพันธบัตรซึ่งเป็นวิธีการปกติในระบบตลาดทุนนั้น แทบจะเรียกได้ว่า “เป็นไปไม่ได้เลย” เนื่องจากความไม่เชื่อมั่นต่อปัญหาในภาคธนาคารของแดนกระทิง ส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืม หรือผลตอบแทนอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรสเปน พุ่งสูงสุดทุบสถิติในหลายตัวด้วยกัน ทั้งพันธบัตรระยะสั้นและระยะยาว และสูงเกินกว่าที่รัฐบาลจะหาเงินมาไถ่ถอนคืนได้
อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 10 ปีของสเปน พุ่งขึ้นเกินระดับ 6.0 หรือระดับที่รัฐบาลควบคุมได้ ขึ้นไปแตะ 6.028% จาก 5.817% เมื่อช่วงต้นเดือน พ.ค. ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรงวดไถ่ถอนปี 2558 พุ่งขึ้นจาก 2.89% ในเดือน เม.ย. ไปแตะที่ระดับ 4.373% และดอกเบี้ยพันธบัตรไถ่ถอนในปี 2559 เพิ่มขึ้นจาก 3.374% เมื่อกลางเดือน มี.ค. ไปอยู่ที่ 5.106%
และในการประมูลพันธบัตรระยะสั้นอายุ 3 เดือนครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 22 พ.ค. วงเงิน 1.51 หมื่นล้านยูโร ก็มีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 0.85% จาก 0.63% เมื่อเดือน เม.ย. เช่นเดียวกับพันธบัตรอายุ 6 เดือน วงเงิน 1.02 หมื่นล้านยูโร ซึ่งมีดอกเบี้ยที่ 1.74% จากเดิม 1.58%
การไม่สามารถระดมทุนในอัตราดอกเบี้ยปกติได้ คือปัญหาใหญ่ที่นักวิเคราะห์ทั่วโลกเชื่อว่ารัฐบาลสเปนไม่สามารถแก้ปัญหาภาคการธนาคารของตนเองได้ โดยปราศจากเงินกู้จากภายนอก และในที่สุดแล้ว สเปนซึ่งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ในยุโรป ก็อาจเป็นรายต่อไปที่ต้องยื่นขอความช่วยเหลือทางการเงินจากยุโรปและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งกำลังมีปัญหาเงินทุนไม่พออยู่ในขณะนี้
ปัญหาที่สเปนกำลังเผชิญหน้าอยู่ในวันนี้ ร้ายแรงและเรื้อรังยากที่จะแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นปัญหาฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตก และการพังทลายของบรรดาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ตั้งแต่เมื่อครั้งวิกฤตการณ์ภาคการเงินโลกในปี 2551 ซึ่งส่งผลกระทบเรื้อรังมาถึงภาคธนาคารในปัจจุบัน ด้วยมูลค่าหนี้เน่าที่สูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับรัฐบาลก็ยังไร้ศักยภาพที่จะเข้ามาอุ้มได้อีกต่อไป เนื่องจากติดชนักหนี้สาธารณะและงบประมาณขาดดุลเช่นกัน
วิกฤตการณ์ของสเปนที่ดูจะไร้ทางออกจึงไม่ต่างอะไรกับระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่รอถล่มยูโรโซน และสร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วโลกอีกครั้ง







