
เปลี่ยนกระบวนทัศน์นักการเมือง
โดย...โกวิทย์ พวงงาม
โดย...โกวิทย์ พวงงาม
ผมเข้าใจว่า สังคมไทยที่มีปัญหาสังคมและปัญหาความขัดแย้งในทางการเมืองอยู่ทุกวันนี้ เพราะส่วนหนึ่งเกิดมาจาก “การลุแก่อำนาจของนักการเมือง” โดยเฉพาะการกอบโกยทรัพยากรในสังคม การสะสมทรัพย์สมบัติที่เป็นส่วนเกินมากเกินไป อันเป็นที่มาของความไม่สมดุลและความเหลื่อมล้ำของสังคมไทย เพราะการแสวงหาของผู้ที่มีอำนาจที่สั่งสมส่วนเกินอันเกิดจากความโลภ การฉกฉวยโอกาส และการเอารัดเอาเปรียบสังคมที่มากเกินไปด้วย
สังคมไทยปัจจุบันจึงกลาย “สังคมมือใครยาวสาวได้สาวเอา” ที่ก่อให้เกิดลัทธิความเป็นปัจเจกบุคคลสูงมากขึ้นทุกขณะ นั่นก็คือ การแสวงหาประโยชน์ส่วนตนมาก่อนประโยชน์ส่วนร่วม ซึ่งในทำนองกลับกันทำให้เห็นว่า คนในสังคมไทยที่คำนึงและเห็นแก่ประโยชน์ของชุมชน สังคม และประเทศชาติกลับเริ่มมีน้อยลงทุกขณะ ยิ่งสังคมการเมืองในยุคใหม่ที่ต่างก็มุ่งแสวงหาอำนาจเพื่อประโยชน์ในการฉกฉวยทรัพยากรของประเทศชาติเพื่อประโยชน์ของบุคคลและกลุ่มคนมากเกินไปนั้น ยิ่งทำให้สังคมกลับมีความขัดแย้งมากขึ้น
นอกจากนั้น ยิ่งระบบการเมืองที่ใช้รูปแบบเอาใจผู้เลือกตั้งเป็นใหญ่ ด้วยแนวนโยบาย “แบบประชานิยม” ที่รัฐบาลนำเสนอเมนูให้กับประชาชน เป็นผู้รับการบริโภคประชาชนก็ต่างมุ่งกอบโกยและแสวงหาในสิ่งที่รัฐบาลหยิบยื่นให้ โดยเฉพาะการกอบโกยในเชิงแย่งชิงโครงการและกิจกรรมจากรัฐบาลในพื้นที่ต่างๆ เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองในเชิงการเลือกตั้ง อันจะทำให้เห็นว่าต้องพยายามผันเงินงบประมาณในรูปโครงการและกิจกรรมเข้าสู่พื้นที่ของนักการเมืองให้มากที่สุด
จึงทำให้เห็นว่า การเลือกตั้งในสังคมการเมืองไทยก็เป็นการเลือกตั้งที่มีการซื้อเสียงกันล่วงหน้าในเชิงโครงการ หรือเรียกอีกอย่างว่า “การคอร์รัปชันเชิงนโยบาย” นั้นเอง ส่วนประชาชนผู้เสพโครงการและกิจกรรมก็รอความหวัง และสอนให้รู้ว่าถ้าไม่มีกิจกรรมหรือโครงการ ก็ไม่ไปเลือกตั้ง ในขณะเดียวกันในการจัดกิจกรรมที่เกิดขึ้นเพื่อส่วนร่วมในทางสังคม ถ้าไม่มีเงินหรือค่าตอบแทน ก็อย่าคาดหวังว่าประชาชนจะมีส่วนร่วม
ประเด็นที่น่าคิดในสังคมการเมืองปัจจุบัน ก็คือ การสร้างการเมืองที่ส่งเสริมการแย่งชิงทรัพยากร และการปลูกฝังค่านิยม “ความโลภ” ซึ่งเป็นกระบวนการคิดของคนในสังคมที่ก่อให้เกิดปัญหาทางสังคมมากมาย อาทิ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหายาเสพติด ปัญหาการแย่งชิงอำนาจและแย่งชิงทรัพยากร เป็นต้น โดยที่ไม่ค่อยมีใครยอมใคร โดยเฉพาะผู้ที่แย่งชิงอำนาจกันในทางการเมือง
ผมจึงเข้าใจว่า ผู้ที่มีหน้าที่ในการ บริหารประเทศ โดยเฉพาะผู้ที่ครอบครองอำนาจหรือผู้ที่เป็นรัฐบาลอยู่ในปัจจุบัน (พ.ศ. 2555) ถ้ายังมีวิธีคิดแบบเดิมดังกล่าวข้างต้น หรือไม่มีการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ นั่นก็คือ การมุ่งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตนและการครอบครองทรัพยากร ก็จะทำให้สังคมมีความขัดแย้งมากขึ้น ทางออกที่ควรจะเป็นไปก็คือ การเสียสละส่วนตนโดยเฉพาะการสร้างแบบอย่าง การมีจิตสำนึกใหม่ในการลดความโลภให้เป็นแบบอย่าง เป็นต้นว่า การลดการครอบครองทรัพยากร หรือครอบครองส่วนเกินในทางสังคมที่มากเกินไป การเสียสละในบางสิ่งเพื่อประโยชน์ส่วนร่วม สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้สังคมมีความสมดุลมากขึ้น และสามารถที่จะนำไปสู่สังคมที่จะปรองดองกันได้
การสร้างสังคมและชุมชนที่เป็นแบบอย่าง ผมได้เห็นสังคมในชุมชนท้องถิ่นที่จะนำเสนอให้เป็นบทเรียนรู้ว่า สังคมและพิชิตความโลภนั้นทำได้ โดยการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ความคิด ที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ตัวอย่างชุมชนนั้นก็คือ ชุมชนในพื้นที่ขององค์การบริหารส่วนตำบลหัวง้ม (อบต.หัวง้ม) ที่ทำโครงการปลุกจิตสำนึกการเป็นพลเมืองที่ดี นั่นก็คือ การรวมพลังร่วมกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยการส่งเสริมจิตสำนึกที่ดี เปลี่ยนพฤติกรรมชุดคำว่า “อยากได้” ออกไปแล้วปลูกฝังคำว่า “การให้” ให้แก่ผู้อื่น ให้แก่ชุมชน ให้แก่ส่วนร่วมโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์ส่วนตน โครงการนั้นก็คือ “โครงการประชาคมตำบลหัวง้มร่วมกันออกมาตรการธนาคารความดี” ส่งเสริมให้คนมีส่วนร่วมในการทำความดี โดยเฉพาะการมีกติกาข้อกำหนดทำความดีร่วมกัน
ข้อกำหนดมาตรการความดีในชุมชน เช่น การที่ทำให้คนในชุมชนไม่พูดโกหก ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ ไม่ลักทรัพย์สมบัติของผู้อื่น ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ดื่มสุรา นอกจากนั้นยังมีเมนูความดีเกี่ยวกับความประพฤติในการเสียสละ การช่วยในการทำประโยชน์ให้กับชุมชน เช่น การร่วมประชุม การร่วมกิจกรรมตามประเพณี การร่วมเป็นคณะกรรมการด้านต่างๆ ตลอดจนการร่วมตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นต้น ซึ่งการไม่กระทำในสิ่งดังกล่าวนี้ก็จะมีคะแนนความดีให้ ซึ่งเป็นการฝากความดี และถ้าบางเรื่องที่อยู่ในเมนูความดีกระทำไม่ได้ก็สามารถที่จะถอนความดี หรือกลับมาทำความดีใหม่ สิ่งสำคัญก็คือ ประชาชนทุกคนต้องมีสัจจะและความซื่อสัตย์ให้กับตนเอง
ผมจึงเห็นว่า ชุมชนท้องถิ่นที่สามารถอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขและมีความปรองดองนั้น ก็คือ การเป็นแบบอย่างของการเสียสละการทำความดี ซึ่งเป็นสังคมชุมชนที่น่าอยู่ ปราศจากความขัดแย้ง ปราศจากการเอารัดเอาเปรียบ หรือปราศจากการกอบโกยทรัพยากรของคนในชุมชนสังคม







