
หัวอกเยอรมนี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เมื่อครั้งการประชุมสุดยอดกลุ่มผู้นำจี8 ที่เมืองแวนคูเวอร์ ในปี 2010 สิ่งที่ผู้นำจี-8 คุยกันใหญ่โตคือจะเอาอย่างไรกับทิศทางของกระแสโลก โดยฝ่ายหนึ่ง สหรัฐยืนยันให้โลกเดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป ส่วนอีกฝ่ายคือยุโรป บอกว่าไม่ได้แล้ว ต้องประหยัด ต้องสร้างวินัยการคลังขึ้น โดยเฉพาะในยุโรปที่ปัญหาหนี้คือสิ่งที่กำลังคุกคามเสถียรภาพทางเศรษฐกิจมากที่สุด ณ เวลานั้น
2 ปีให้หลังการประชุมจี8 ที่เวอร์จิเนีย ในสหรัฐ จี8 ก็กลับมาคุยกันถึงเรื่องเดิม แต่ดูเหมือนว่าเยอรมนีจะถูกกดดันอย่างหนัก ว่าถ้ามัวจะเดินหน้าประหยัดกันอย่างเดียวคงจะไม่ไหวกันแน่ ต้องกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกันด้วย
เพราะอะไรเยอรมนีถึงยืนหยัดในจุดยืน “สร้างวินัยการคลัง” กันนัก คำถามนี้ตอบไม่ยากเท่าไหร่
ในกลุ่มยูโรโซน เยอรมนีคือพี่ใหญ่สุด มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด และมีเสถียรภาพที่ดีที่สุด เยอรมณีเป็นหนึ่งในไม่กี่ชาติของยูโรโซนที่เศรษฐกิจไม่ฟุบเข้าสู่ภาวะถดถอยครับ
เยอรมนียังเป็นผู้บริจาคสมทบทุนอะไรต่ออะไรหลายอย่างให้กับยุโรปส่วนกลาง โดยเฉพาะกองทุนกลางที่จะไว้ช่วยชาติสมาชิก ที่เกิดปัญหา อย่างในกลไกเพื่อเสถียรภาพแห่งยุโรป หรือที่เรียกว่าอีเอสเอ็ม ซึ่งที่ผ่านมาแผนการขยายกลไกดังกล่าวขึ้นเป็นหลักล้านล้านยูโรนั้นไม่ได้ผล ก็เพราะเยอรมนีบอกว่าไม่ให้เงินช่วยแล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ เยอรมนีมีเงินถุงเงินถังมากที่สุด แต่ในวันนี้เยอรมนีก็ไม่อยากจะควักเงินช่วยเหลือเพื่อนๆ ในยูโรโซนแล้วเช่นกัน เพราะยิ่งควักประชาชนเมืองเบียร์ก็ยิ่งไม่พอใจ พอทราบกันหรือไม่ครับว่า มีการทำผลสำรวจออกมานั้น คนเยอรมนีส่วนใหญ่อยากจะกลับไปใช้เงินสกุลเดิมคือดอยช์มาร์กกันมาก คนเมืองเบียร์เองก็ไม่อยากจะร่วมกับยูโรโซนแล้วเหมือนกัน
ยิ่งร่วมก็ยิ่งจ่ายเยอะ ช่วยเยอะ แถมหากไม่ช่วยก็โดนด่า โดนรังเกียจเข้าไปอีก
นี่แหละครับ หัวอกเมืองเบียร์ ซึ่งในขณะนี้กำลังถูกกดดันอย่างหนักจากฝรั่งเศสเข้าไปอีก ให้เปลี่ยนแผนมาเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการประหยัดด้วย
เอาเข้าจริงพูดก็พูดง่าย แต่ทำยากมาก การกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้ยุโรปจะเอาเงินมาจากไหน การกระตุ้นเศรษฐกิจต้องใช้เงินทั้งนั้นครับ
มีกระแสเรียกร้องให้ออกบอนด์ยูโรเพื่อระดมทุนจากทั่วโลก ถามว่าใครหน้าไหนจะช่วย ก็คงจะมีบ้างที่ไม่อยากโดนผลกระทบจากวิกฤตในยุโรปเช่นญี่ปุ่น ส่วนสหรัฐไม่รู้จะกล้าเข้ามาช่วยอุดหนุนหรือเปล่า ส่วนจีนก็ยังไม่แน่ไม่นอน
นี่แหละครับ หากยุโรปจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ก็ต้องเจอกับคำถามหนักว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป จะกระตุ้นอย่างไร จะเอาเงินมาจากไหนกัน
ไม่ใช่เอาแต่จะพูด พูด พูดกันอย่างเดียว บางทีคนยุโรป แรงงานยุโรปก็เคยตัวครับ
เพราะชินกับความเป็นรัฐสวัสดิการ และถูกตามใจจนเคยตัวเหมือนกัน







