
ประธานชินคอร์ป 'เชื่อมั่นไทยยังมีความยุติธรรม'
เมื่อเวลา 13.00 น. นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น พร้อมนายอารักษ์ ชลธาร์นนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยคม และนายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ผู้บริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือเอไอเอส ได้ร่วมกันชี้แจงทุกสัญญาสัมปทานกรณีหลังคดียึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 10 มี.ค.ที่ผ่านมา
นายสมประสงค์ กล่าวว่า ประเด็นที่ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ให้เงินกู้กับประเทศพม่า 4,000 ล้านบาท บริษัทไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการปล่อยเงินกู้ แต่การที่ สถาบันการเงินของประเทศใดปล่อยเงินกู้ให้อีกประเทศหนึ่งก็เพื่อต้องการให้กลับมาซื้อสินค้าของประเทศเจ้าของเงินอยู่แล้ ถือเป็นเรื่องปกติที่ทำกันทุกประเทศ และเงินที่พม่ามาเช่าใช้อุปกรณ์ของไทยคมก็มีเพียง 320 ล้านบาท ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับจำนวนเงินกู้ทั้งหมด รวมทั้งพม่าก็เป็นลูกค้าไทยคมอยู่แล้ว
ประเด็นลดสัดส่วนการถือหุ้นในไทยคมของ ชิน คอร์ป จาก 51% เหลือ 40% ทางไทยคมได้สอบถามไปยังไอซีที และ ไอซีทีได้ทำหนังสือถามไปยังอัยการสูงสุดแล้ว และตกลงให้ทำได้ เพราะชิน คอร์ป ยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในไทยคม และ การลดสัดส่วนการถือหุ้นไม่ได้ทำให้ไทยคมจ่ายส่วนแบ่งต่อไอซีทีน้อยลง หรือเท่ากับว่า รัฐได้ประโยชน์เท่าเดิม
นายสมประสงค์ กล่าวว่า เชื่อมั่นว่าประเทศไทยมีความยุติธรรมถึงได้อยู่มาจนทุกวันนี้ ซึ่งเมื่อมีความยุติธรรม ทุกอย่างก็จะยุติลงด้วยความเป็นธรรม ทั้งนี้ได้ชี้แจงกรณีการหักส่วนแบ่งรายได้ไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมนั้นเกิดขึ้นหลังมีคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) อำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลจึงไม่ใช่ของทีโอที และ กสท โทรคมนาคม อีกต่อไป ดังนั้นเงินที่ทั้งสองหน่วยงานได้รับควรเป็นรายได้เฉพาะในส่วนที่เป็นสัมปทานเท่านั้น และสุดท้ายคือประเทศชาติได้รับเงินเท่าเดิม
สำหรับประเด็นการแก้สัญญาปรับลดส่วนแบ่งโทรศัพท์ระบบเติมเงิน (พรีเพด) ระหว่างทีโอทีและเอไอเอส จาก 25% เหลือ 20% เรื่องนี้เป็นข้อเสนอของเอไอเอสไปยังทีโอที เพื่อทำให้ตลาดพรีเพดโตขึ้น โดยในสัญญาระบุชัดว่าส่วนแบ่งที่ลดลงนั้นทางเอไอเอสต้องนำกลับคืนให้ผู้ใช้มือถือ นายสมประสงค์ กล่าวว่า หากเอไอเอสเป็นทีโอทีจะมองว่า เอไอเอส คือ แหล่งผลิตเงิน หรือ แหล่งสร้างรายได้ให้กับทีโอที เพราะกว่า 20 ปีที่เอไอเอสได้สัมปทานจากทีโอที ทีโอทีได้รับเงินจากเอไอเอสมากกว่าแสนล้านบาทแล้ว
ประเด็นโรมมิงของบริษัท ดิจิตอลโฟน ที่ลดจาก 2.10 บาท เหลือ 1.10 บาทนั้น เพราะการโรมมิงเป็นการคิดในรูปแบบโครงข่ายต่อโครงข่าย ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ไม่ใช่การเช่าใช้โครงข่าย และอัตราที่กำหนดนั้นก็เป็นไปตามระบบโรมมิ่งปกติ
กรณีประเด็นดาวเทียมไทยคม 4 หรือไอพีสตาร์นั้น เป็นการเปลี่ยนเทคโนโลยีเป็นดาวเทียมอินเทอร์เน็ตตามเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เข้ามา แต่ก่อนจะยิงดาวเทียมได้หารือกับทางกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) แล้ว
ส่วนไทยคม3 ที่ปลดระวางก่อนกำหนด นั้น ทางบริษัทได้ยิงไทยคม 5 ขึ้นไปแทน จึงถือว่า ไทยคม 5 ก็คือไทยคม3 เพราะยิงขึ้นไปแทนไทยคม 3 ซึ่งตอนนี้มีดาวเทียมอยู่บนวงโคจร 2 ดวงคือ ไ/อพีสตาร์ และ ไทยคม 5
กรณีเงินเคลมประกันของไทยคม 3 ที่หมดอายุก่อนกำหนด ถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจ ซึ่งบริษัทได้ส่งดวงใหม่ขึ้นไปแทนและมีค่าใช้จ่ายในการสร้างและยิงดาวเทียมดวงใหม่ มากกว่าเงินประกันที่ได้รับจากไทยคม 3 เสียอีก
ส่วนประเด็นที่ผู้บริหารได้ขายหุ้นของบริษัทนั้นเป็นสิทธิส่วนบุคคล เพราะบริษัทมีหุ้นที่ให้เปล่ากับพนักงานและบริษัท (ESOP) ซึ่งเมื่อครบกำหน 5 ปี ผู้ที่ได้รับหุ้นสามารถที่จะดำเนินการใดๆ ก็ได้
ทั้งนี้ ทางเทมาเสกผู้ถือหุ้นใหญ่ไม่ได้มีคำถามหรือท่าทีใดๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้ และไม่ได้มีการถอนหุ้น หรือ ถอนทุน คืนแต่อย่างใด เพราะหลัง จากมีคดีพิพากษา ทางบริษัท ได้เดินทางไปชี้แจงให้สถาบันการเงินที่เป็นเจ้าหนี้ของบริษัทให้เข้าใจหมดแล้ว และไม่ได้มีใครแสดงความกังวลใดๆ







