
ความยากลำบากของผู้ออม
ผมอาจจะได้เคยพูดถึงประเด็นนี้มาบ้างแล้ว ในบทความก่อนหน้านี้
โดย...สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
ผมอาจจะได้เคยพูดถึงประเด็นนี้มาบ้างแล้ว ในบทความก่อนหน้านี้ คราวนี้ผมก็จะขอยกประเด็นนี้มาพูดถึงอีกครั้งหนึ่ง แต่ในมิติที่แตกต่างออกไป เพราะผมคิดว่าการรักษาสมดุลระหว่างผู้ออม (หรือเจ้าหนี้ในนัยหนึ่ง) กับผู้กู้ (หรือลูกหนี้ในนัยหนึ่ง) ยังเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากต่อการเปลี่ยนแปลงและทิศทางของเศรษฐกิจไทยทั้งในปัจจุบันและอนาคต
นอกจากนี้ ผมยังอยากฝากถึงผู้ดำเนินนโยบายของภาครัฐด้วยว่า การดำเนินนโยบายหรือมาตรการทางเศรษฐกิจหนึ่งๆ จำเป็นต้องมีความชัดเจนว่ามาตรการนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร และกลุ่มคนกลุ่มใดในระบบเศรษฐกิจจะได้รับผลกระทบอย่างไร เช่น การดำเนินมาตรการเพื่อส่งเสริม หรือกระตุ้นการออมก็ต้องเข้าใจ (หรืออย่างน้อยทำใจ) ว่าผู้ออมนั้นอาจเป็นผู้มีรายได้มาก มีความมั่งคั่งมาก (หรือคนรวย) ก็ได้ และก็อาจจะเป็นผู้มีรายได้ไม่มาก มีความมั่งคั่งไม่มาก (หรือคนชั้นกลาง หรือคนจน) ด้วยก็ได้ การตัดสินใจดำเนินมาตรการ หรือยกเลิกมาตรการหนึ่งๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการออม โดยใช้เหตุผลว่ามาตรการนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อคนรวยมากกว่าคนจนจึงไม่น่าจะเป็นเหตุผลที่สอดคล้องกัน
ฟังดูคล้ายกับว่าเงินออมจากคนรวยนั้นมีความแตกต่างจากเงินออมจากคนจน หรือถ้าจะมีคนชั้นกลางหรือคนจนที่มีวินัยทางการเงินดี แม้จะมีรายได้น้อย มีความมั่งคั่งน้อย ก็ตระหนักถึงความสำคัญของการออม ยึดถือหลักเศรษฐกิจพอเพียงในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตนเองและครอบครัวโดยการออม และหวังว่าการออมและการมีวินัยทางการเงินที่ดีนี้ จะช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพของตนและสังคมโดยรวมต่อไปในอนาคต พฤติกรรมดังกล่าวน่าจะเป็นพฤติกรรมที่ได้รับการส่งเสริมและสนับสนุน แทนที่จะไปตัดทอนหรือบั่นทอนคนเหล่านี้เพียงแค่เหตุผลว่า มาตรการของรัฐที่ดำเนินการนั้นเป็นประโยชน์ต่อคนรวยมากกว่าคนจน
ที่ต้องพูดอย่างนั้น เพราะว่าสภาพเศรษฐกิจรวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของตลาดการเงินของไทยและของโลกในปัจจุบันมีประโยชน์โน้มเอียงไปทางด้านของผู้กู้มากกว่าผู้ออม กล่าวคือ ในสภาวะที่เศรษฐกิจทั้งของไทยและของโลกมีความเสี่ยงสูง ประชาชนโดยส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มการออมมากขึ้น ในขณะที่ประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของโลกประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ จำเป็นต้องดำเนินมาตรการการเงินผ่อนคลาย โดยการกดให้อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำมากและเป็นระยะเวลานาน
ประเทศไทยเองก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันจากต่างประเทศ อัตราดอกเบี้ยในประเทศก็ถูกกดดันให้อยู่ในระดับต่ำ ซึ่งสภาพดังกล่าวเอื้อประโยชน์ต่อผู้กู้ที่ทำให้มีต้นทุนทางการเงินต่ำ ในขณะที่ผู้ออมต้องแบกรับภาระของอัตราผลตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำ หรือติดลบในบางช่วงเวลา และถูกกดดันให้ต้องนำเงินออมที่ต้องการจะออมนั้นไปแสวงหาผลตอบแทนที่สูงขึ้นโดยการยอมรับความเสี่ยงที่มากขึ้น
ในทางเศรษฐศาสตร์ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ซึ่งวัดได้จากอัตราดอกเบี้ยที่ปราศจากความเสี่ยง (RiskFree Rate) ปรับด้วยอัตราเงินเฟ้อ จะเป็นค่าตอบแทนที่ผู้ออมจะได้รับจากการยินยอมยกเงินหรือทรัพย์สินของตนให้ผู้อื่น (ผู้กู้) นำไปใช้จ่ายหรือใช้ประโยชน์ก่อน (Delay of current consumption) โดยคาดหวังว่าผู้กู้จะนำเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยผลตอบแทนมาคืนเมื่อครบกำหนด ดังนั้นในกรณีที่ผลตอบแทนที่แท้จริงต่ำมากๆ ข้อเสียเปรียบจึงตกอยู่กับผู้ออม เข้าทำนองว่า อย่างนี้ไม่ออมดีกว่า ซึ่งก็จะส่งเสริมให้เกิดการใช้จ่ายมากขึ้น และยิ่งถ้าอัตราผลตอบแทนที่แท้จริงเป็นลบ ก็จะแปลว่าผู้ออมต้องจ่าย “ค่าออม” หรือเปรียบเสมือนต้องจ้างให้ผู้กู้มาเอาเงินของตนไปใช้ก่อน แล้วค่อยนำมาคืนในภายหลัง ความเสี่ยงที่พบในปัจจุบันคือ อัตราเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับสูงขึ้น และยิ่งอัตราเงินเฟ้อปรับสูงขึ้นเท่าไหร่ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริงก็มีโอกาสลดลง หรือติดลบได้มากขึ้นเท่านั้น
ทางเลือกสำหรับผู้ออมจึงมีเพียงแค่ทำอย่างไรที่จะทำให้เงินออมนั้น สามารถสร้างผลตอบแทนได้สูงขึ้นให้เร็วกว่า หรือเท่ากับการเพิ่มขึ้นของอัตราเงินเฟ้อ ก็หวังแต่เพียงว่าผู้ออมนั้นจะไม่ถูกกดดันจนหลงเข้าไปรับความเสี่ยงมากจนเกินไป โดยหวังแต่เพียงที่จะให้ได้ผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวการณ์ทางเศรษฐกิจปัจจุบันที่ตลาดการเงินมีการเข้ามาแทรกแซงโดยมาตรการของภาครัฐหลายมาตรการด้วยกัน จนไม่แน่ใจว่าการดำเนินมาตรการทางการเงินเหล่านั้นมีความสอดคล้อง และสนับสนุนต่อการสร้างความมีประสิทธิภาพของตลาดการเงิน ให้สามารถทำหน้าที่ในการรักษาสมดุลระหว่างผู้ออมกับผู้กู้ได้ดีขึ้นหรือแย่ลง องค์ความรู้เกี่ยวกับการออม ตลาดการเงิน (โครงสร้างและการทำงาน) ทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ จึงเป็นข้อมูลชิ้นสำคัญสำหรับสังคมไทย ที่จะต้องทำความเข้าใจและเรียนรู้โดยเร็ว ก่อนที่ความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจะเข้ามาเยี่ยมเยือนเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ โดยเฉพาะผู้ออมรายย่อยที่หวังจะพึ่งพาการออมของตนในตอนบั่นปลายของชีวิต
สุดท้ายคงต้องขอฝากประเด็นในเรื่องการออมไว้ เผื่อว่าจะได้นึกถึงเมื่อจะต้องดำเนินการอะไรสักอย่างเกี่ยวกับการออม
ประการแรก แม้ว่าประเทศไทยได้มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม จนทำให้สามารถยกระดับมาตรฐานการครองชีพขึ้นมาได้มากเมื่อเทียบกับในอดีต ระบบเศรษฐกิจไทยก็ยังมีความต้องการปัจจัยทุนเพื่อการพัฒนาประเทศต่อไป ซึ่งในปัจจุบันช่องทางในการเข้าถึงแหล่งทุนเปิดกว้างมากขึ้น คือ นอกจากจะพึ่งพาทุนภายในประเทศแล้ว เรายังมีทางเลือกที่จะใช้ทุนจากต่างประเทศได้อีกด้วย ที่สำคัญคือ ต้องตระหนักว่าทุนจากทั้งสองแหล่งนั้นมีความเสี่ยงที่แตกต่างกัน การออมภายในประเทศจึงเป็นช่องทางหนึ่งของการระดมทุนจากภายในประเทศเพื่อการพัฒนาประเทศนั้นเอง และดูเหมือนจะมีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า (อย่างน้อยในเรื่องความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน) เป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเศรษฐกิจของประเทศให้สามารถพัฒนาได้อย่างยั่งยืน
ประการที่สอง คงต้องปรับเปลี่ยนแนวความคิดกันใหม่ว่า การออมไม่ได้เป็นเรื่องของคนรวย คนมีเงินเหลือเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้วการออมเป็นการตัดสินใจของครัวเรือนเป็นพฤติกรรมของครัวเรือน เป็นวินัยทางการเงินของครัวเรือนมากกว่า ดังนั้น ผู้มีเงินออมไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีรายได้มากเท่านั้น ผู้มีเงินออม คือ ผู้ที่ได้ตัดสินใจว่าส่วนหนึ่งของรายได้ (แม้ว่าอาจจะน้อย) จะเก็บออมไว้เพื่อการบริโภคหรือใช้จ่ายในอนาคต
ประการที่สาม สืบเนื่องจากประการที่สอง มาตรการต่างๆ ของภาครัฐจะต้องพิจารณาให้ชัดเจนว่า เป็นมาตรการสำหรับผู้ออมหรือเป็นมาตรการสำหรับผู้มีรายได้น้อย มาตรการเกี่ยวกับการออมนั้นเป็นการออมระยะสั้นหรือการออมระยะยาว เครื่องมือสำหรับการออมมีอยู่อย่างพอเพียงและสามารถเข้าถึงได้โดยผู้ออมทุกกลุ่มโดยสะดวกและมีต้นทุนต่ำหรือไม่เพียงใด ประเด็นเหล่านี้เป็นเพียงตัวอย่างของประเด็นทางด้านการออมที่ระบบเศรษฐกิจไทย ควรจะได้หันมาให้ความสำคัญกันมากขึ้นเสียที







