
เมืองพัทยาอันตรายแก๊งมอมยาอาละวาด
ย้อนคดีมอมยานักท่องเที่ยวรายล่าสุดในเมืองพัทยา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ตำรวจได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของโรงแรมเบลล่า
โดย...วัสยศ งามขำ
ย้อนคดีมอมยานักท่องเที่ยวรายล่าสุดในเมืองพัทยา เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ตำรวจได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ของโรงแรมเบลล่า ว่า พบศพ บิสิเนส คาน อายุ 57 ปี ชาวบังกลาเทศ นอนเสียชีวิตอยู่ในห้องพัก ขณะที่เพื่อนร่วมชาติ ราชิด ฮารูเนอร์ อายุ 58 ปี และ ซาจิบ ซาฮา อายุ 54 ปี อาการโคม่า ถูกส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาล ข้อสันนิษฐานแรกทั้งสามคนตกเป็นเหยื่อของแก๊งสาวมอมยารูดทรัพย์
คดีนี้ พล.ต.ท.ปัญญา มาเม่น ผบช.ภ.2 โดดลงมาบัญชาการสืบสวนด้วยตัวเอง กำชับให้สองสารวัตรสืบสวนเมืองพัทยา พ.ต.ท.อนรรฆ ประสงค์สุข และ พ.ต.ท.เจษฎาวิทย์ อินทร์ประพันธ์ ให้เป็นหัวหอกหลักในการแกะรอยหาคนร้าย และชุดสืบสวนรู้กันดีว่าในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยคนพลัดถิ่นอย่างพัทยานั้น การควานหาข้อมูลอะไรแต่ละอย่างเปรียบได้กับการงมเข็ม
ตำรวจเริ่มแกะรอยจากกล้องวงจรปิด และตรวจดูข้อมูลการเข้าพักและเดินทางเข้าออกโรงแรม พบว่าบัตรประชาชนที่ผู้ต้องสงสัยนำมาแลกเพื่อเข้าห้องพักไม่ตรงกับเจ้าของบัตร
วันแรกของการสืบสวนยังไม่ปรากฏข้อมูลใดที่เกี่ยวข้องกับคนร้าย หญิงคนที่เห็นภาพในกล้องวงจรปิดนั้น ตัวอวบใหญ่ ผิวคล้ำ ชุดสืบสวนทั้งหมดจึงกลับมาวิเคราะห์ข้อมูลอีกครั้งที่โรงพัก
โดยเริ่มนำข้อมูลลักษณะเฉพาะของนักท่องเที่ยวแต่ละชาติมาจำแนกแยกแยะ จนพบว่าคนร้ายรายนี้น่าจะออกหาเหยื่อบริเวณริมชายหาด เนื่องจากนักท่องเที่ยวย่านเอเชียใต้มักจะมองหาสาวๆ คู่ขาย่านชายหาดเป็นหลัก ผิดกับนักท่องเที่ยวที่มาจากยุโรปหรืออเมริกา ซึ่งจะนิยมหาสาวๆ ตามผับและบาร์อะโกโก้
ตำรวจเปิดเกมรุกใหม่ด้วยการปูพรมกวาดต้อนหญิงขายบริการที่ยืนดาษดื่นหน้าโรงแรมที่บรรดาแขกเอเชียใต้นิยมชมชอบราว 20 แห่ง รวมเกือบ 100 คน มาไล่สอบปากคำ
มีสาวให้บริการคนหนึ่งบอกข้อมูลที่เป็นประโยชน์ว่า ก่อนหน้านี้เคยขึ้นไปขายบริการที่โรงแรมแห่งหนึ่งพร้อมกับหญิงต้องสงสัยในภาพ จนมาทราบภายหลังว่านักท่องเที่ยวที่ขึ้นห้องไปกับหญิงคนดังกล่าวถูกวางยารูดทรัพย์
เพียงแต่ตอนนั้นไม่ได้เป็นคดีความ เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่เอาเรื่อง ต้องรีบเดินทางกลับประเทศ ขณะที่ชุดสืบสวนก็ได้ภาพถ่ายของหญิงต้องสงสัยมาด้วย 1 ภาพ พยานที่ให้ภาพถ่ายมาค่อนข้างแน่ใจว่าหญิงในภาพถ่ายน่าจะเป็นคนคนเดียวกับในกล้องวงจรปิด
ชุดสืบสวนจึงเริ่มขยายเครือข่ายการสืบสวน ผ่านไป 3 วัน จากการเดินเท้าปูพรมแห่รูปของผู้ต้องสงสัยของชุดสืบสวน ในที่สุดพยานคนหนึ่งที่ทำงานในบาร์เบียร์ย่านพัทยาก็สามารถระบุตัวหญิงในภาพได้ โดยบอกว่าหญิงดังกล่าวน่าจะชื่อเล่นว่า “จอย” พักอยู่ที่ดีเด่นอพาร์ตเมนต์ ย่านพัทยาใต้ ตำรวจจึงเคลื่อนไปยังหอพักดังกล่าวทันที แต่ก็ผิดหวังเมื่อหญิงคนดังกล่าว คือ มาลี จินดาวงษ์ อายุ 33 ปี ชาว จ.นครศรีธรรมราช เก็บของออกจากห้องไปเมื่อเช้าวันที่ 12 พ.ค. หลังจากที่แขกบังกลาเทศทั้งสามคนโดนวางยา
ตำรวจจึงค่อนข้างแน่ใจแล้วว่า มาลี น่าจะเป็นคนที่ลงมือวางยาเหยื่อ ชุดสืบสวนได้นำเทปวงจรปิดมาย้อนดูจนพบว่า มาลี อาศัยรถรับจ้างออกไปจากที่พัก โดยกล้องจับทะเบียนรถเอาไว้ได้ จนนำไปสู่การจับกุมตัว มาลี ตามที่โชเฟอร์ให้การว่าพาไปส่งที่ ตุ๋ย เกรทเฮาส์ และทันทีที่ มาลี จนมุม เธอก็สารภาพจนสิ้นไส้ แต่เธออ้างว่าไม่ได้เจตนาจะฆ่าให้เสียชีวิต
เธอบอกว่าเหยื่อได้เสนอค่าตัวให้ 2,000 บาท จากนั้นได้นั่งดื่มเบียร์กันในห้อง ก่อนจะหยิบยาเม็ดสี ยากล่อมประสาทที่พกติดตัวมาประมาณ 10 เม็ด ออกมาแจกจ่ายให้ทั้งสามคนลองกิน โดยอ้างว่ากินแล้วจะเกิดความคึกคักและมีอารมณ์ทางเพศ
หลังชาวต่างชาติทั้งสามคนกินยาเข้าไปก็พากันนอนหลับไม่ได้สติ จึงฉวยโอกาสขโมยทรัพย์สินมีค่าหลบหนี แต่ไม่คิดว่าจะทำให้ถึงชีวิต และเคยมอมยานักท่องเที่ยวต่างชาติลักษณะนี้มาแล้ว 2 ครั้ง
อย่างไรก็ตาม คนไทยต้องช่วยเป็นหูเป็นตา อย่าปล่อยให้เพื่อนร่วมชาติมาก่อเหตุจนทำให้ชื่อเสียงของประเทศป่นปี้แบบนี้







