
จะทำอย่างไรดีกับ คอร์รัปชัน
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
ภาคเอกชนของเราตื่นตัวกับปัญหาคอร์รัปชัน โดยเล็งเห็นว่า หากปล่อยให้มีการทุจริตคอร์รัปชันกันอย่างโจ่งแจ้งต่อไป ภาคเอกชนเองก็จะลำบาก เพราะนอกจากจำนวนเปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว การจ่ายก็ต้องจ่ายกันเป็นเงินสดๆ ถ้าใหญ่หน่อยก็จ่ายกันที่ต่างประเทศ
ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ แม้เจ้าหน้าที่สรรพากรจะรู้ว่ามีอยู่จริง แต่ก็ไม่สามารถลงบัญชีเป็นค่าใช้จ่ายได้เพราะไม่มีใบเสร็จ แล้วจะทำอย่างไรเมื่อหักค่าใช้จ่ายไม่ได้ เงินใต้โต๊ะเหล่านี้สรรพากรก็จะถือเป็นรายรับ ทำให้กำไรจะสูง กำไรทั้งหมดจะต้องเสียภาษี 30% ถ้าทำบัญชีตรงไปตรงมาแล้วละก็อาจต้องควักเงินส่วนตัวเสียภาษีให้รัฐ
วิธีเอาตัวรอดของนักธุรกิจจึงต้องใช้วิธีเดียวกันนี้กับเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ทำอย่างไรก็ได้ให้เสียภาษีน้อย กลายเป็นการคอร์รัปชันทั้งระบบ โดยเงินสดเหล่านี้จะถูกมัดห่อกระดาษและนำไปเก็บไปกองไว้ในตู้เสื้อผ้าที่บ้านของนักการเมืองและข้าราชการบางคน ซึ่งก็คงต้องรอให้มีโจรไปปล้นจึงจะนำออกมาใช้ได้
เมื่อวันศุกร์ที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการยุทธศาสตร์ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน “ประเทศก้าวไกลไร้ทุจริต” โดยเชิญทั้งภาคการเมือง ข้าราชการประจำ และภาคเอกชน ร่วมกันหาแนวทางการกำจัดการคอร์รัปชันให้หมดสิ้นไปจากผืนแผ่นดินไทย
ฝ่ายการเมืองนำโดยนายกฯ ปูแดงที่ยกคณะรัฐมนตรี (ครม.) น้อยๆ มาร่วมงาน ฝ่ายข้าราชการประจำมีข้าราชการระดับสูง ผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนฝ่ายเอกชนนำโดยคุณประมนต์ สุธีวงศ์ จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ
แต่น่าเสียดายที่นายกฯ ปูแดงและ ครม.ร่วมงานเพียงครึ่งวัน ก็ไปเสียแล้ว เห็นงานอื่นสำคัญกว่าปัญหาคอร์รัปชันหรืออย่างไร หรือเกรง ครม.จะแสลงหู ฟังเรื่องจริงไม่ได้
ข้อสรุปของภาคเอกชนในการต่อต้านการคอร์รัปชันมีหลายข้อ ซึ่งพอจะสรุปได้เป็น 3 แนวทาง คือ
1.การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ คือ การ สร้างค่านิยมให้เยาวชนเห็นความเลวร้ายของการโกง
2.การป้องปรามไม่ให้มีการคอร์รัปชัน เช่น โครงการฮั้วไม่จ่าย รณรงค์ไม่จ่ายเบี้ยรายทาง การสร้างเครือข่ายโซเชียลมีเดีย ให้รัฐเปิดเผยข้อมูลโครงการจัดซื้อจัดจ้างใครชนะประมูลซ้ำซาก
3.การแก้ปัญหาหลังคอร์รัปชันให้มีผู้ตรวจสอบอิสระร่วมทำงานกับสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และการจัดตั้งศาลพิเศษคดีทุจริต
ในบรรดาแนวทางทั้งหลาย การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุนั้นดีที่สุด แต่ก็ทำได้ยากที่สุด จะทำอย่างไรให้ประชาชนรังเกียจการทุจริตคอร์รัปชัน เหมือนกับพลเมืองของประเทศที่เจริญแล้ว เพราะการคอร์รัปชันไม่ใช่มีเฉพาะในประเทศไทยหรือแถบเอเชีย แต่ในสหรัฐหรือยุโรปก็มีการคอร์ รัปชัน แต่ถ้าจับได้ คนของเขาจะประณามคนที่คอร์รัปชัน ผลก็คือ นักการเมืองรวมถึงข้าราชการกลายเป็นคนหน้าบางที่ไม่สามารถอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้
หันกลับมาดูประเทศไทย ขนาดศาลตัดสินแล้วว่า ทุจริต ยังอหังการบอกชาวโลกว่า ศาลไม่ยุติธรรม ใช้เงิน (ที่ได้จากการทุจริตคอร์รัปชัน) สร้างฐานอำนาจให้ตัวเอง สร้างค่านิยมผิดๆ มอมเมาประชาชนด้วยโครงการอภิมหาประชานิยม จึงไม่แปลกที่การสำรวจความเห็นของประชาชน จะพบว่าประชาชนที่ยอมรับการทุจริตคอร์รัปชันมีมากขึ้น ด้วยเงื่อนไขเหมือนๆ กันว่า ขอให้สร้างความเจริญ (ทางด้านวัตถุ) ด้วย
ค่านิยมอย่างนี้เป็นอันตรายและเป็นจุดเริ่มต้นของการล่มสลายของประเทศ
คนไทยเราเรียกการคอร์รัปชันว่า การฉ้อราษฎร์บังหลวง ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สื่อความหมายได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องผลประโยชน์จากราษฎรหรือเบียดบังเงินหลวง ซึ่งทุกคนยอมรับว่าเป็นสิ่งไม่ดี แต่ทำไมค่านิยมหรือความคิดของคนไทยจึงเปลี่ยนไป ยอมให้นักการเมืองทุจริตคอร์รัปชันได้ โดยแลกเปลี่ยนกับถนนหนทางสะดวกสบาย เป็นหนี้ไม่ต้องใช้ หรือได้ประโยชน์จากนโยบายประชานิยม
หรือคนไทยเราเห็นแก่ตัวมากขึ้น มองแต่ผลประโยชน์ของตนเอง หาเหตุผลมาอธิบายเพื่อยอมรับให้นักการเมืองเข้ามาทุจริตคอร์รัปชัน ทำลายหลักการดีที่บรรพบุรุษของเราถือปฏิบัติมา เพียงเพื่อแลกกับผลประโยชน์ส่วนตนที่นักการ เมืองหยิบยื่นให้
การป้องปรามการคอร์รัปชัน หากทำได้จริงก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก เพราะประเทศยังไม่เสียหายจากการทุจริตคอร์รัปชัน หากสร้างค่านิยมให้คนในประเทศไม่ได้ วิธีการป้องปรามก็เป็นแนวทางที่น่าจะสนับสนุน โดยอาจเริ่มจากคนกลุ่มเล็กๆ แล้วขยายให้เป็นวงกว้าง ซึ่งก็มีข้อจำกัดว่าจะมีคนมาร่วมมากเพียงใด เพราะคนดีมีน้อยกว่าคนเลว พระพุทธเจ้า ท่านเปรียบไว้ว่า คนดีที่จะได้ขึ้นสวรรค์มีจำนวนเท่าเขาโค ส่วนคนชั่วที่จะตกนรกมีมากมายเท่าขนโค
คิดเอาเองว่า คนดีกับคนชั่วมีจำนวนต่างกันเพียงใด
ประการสุดท้าย การตรวจสอบก็ดี การตั้งศาลพิเศษก็ดี เป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ทรัพย์สินเงินทองที่ทุจริตคอร์รัปชันไป ไม่เหลือให้ตามไปยึดคืน แม้จะมีเงินมัดเป็นห่อๆ กองไว้ที่บ้านก็ตาม หากไม่เกิดกรณีโจรเข้าไปขอแบ่งเงินมาใช้ ย่อมจะไม่มีใครรู้
เหตุผลอย่างนี้ พระรักเกียรติ สุขธนะ ท่านคงจะยืนยันให้ได้
ประเด็นสำคัญที่ภาคเอกชนเสนอคือ การให้ตั้งศาลพิเศษพิจารณาคดีทุจริตคอร์รัปชันเฉพาะ นั้น แม้หลักการจะเป็นสิ่งที่ดี แต่อาจไม่ง่ายเหมือนที่คิด เพราะการจัดตั้งองค์พิเศษ จะต้องมีที่มา ซึ่งฝ่ายการเมืองไม่กลัวเพราะแทรกแซงได้หมด
มีหลายประเด็นในกระบวนการยุติธรรมที่น่าจะแก้ไขเพื่อให้สามารถดำเนินคดีกับคนโกงได้ ซึ่งคงต้องยกไปสัปดาห์หน้า







