
ถอยเพื่อตั้งหลัก...รับมือวิกฤตยุโรป
วันที่ 17 มิ.ย. 2555 วันเลือกตั้งของกรีซ เป็นวันกำหนดชี้ชะตาประเทศนี้ ว่าสถานะจะเลวร้ายถึงขั้นต้องออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
วันที่ 17 มิ.ย. 2555 วันเลือกตั้งของกรีซ เป็นวันกำหนดชี้ชะตาประเทศนี้ ว่าสถานะจะเลวร้ายถึงขั้นต้องออกจากการเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป (อียู) หรือไม่ จะกระทบตลาดโลกมากน้อยแค่ไหน และรวมถึงผู้ลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั้งหุ้นและทองคำ นอกจากนี้จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดวิกฤตทางการเงินของอิตาลีและสเปนว่าจะเลวร้ายลงไปเพียงใด หลังธนาคารหลายแห่งถูกลดอันดับเครดิต และประชาชนเริ่มแห่ถอนเงินฝาก
ตลาดหุ้นไทยจะซ้ำรอยวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ปี 2551 หรือไม่ หรือแค่ จันทร์ทมิฬ 2554
วิกฤตรอบนี้จะตั้งรับอย่างไร ทั้งตลาดหุ้นและตลาดทองคำ...กลยุทธ์ที่กูรูทั้งสองตลาดแนะนำตรงกันคือ...การถอยเพื่อตั้งรับ...และปรับตัวให้ทันเมื่อสถานการณ์พลิกผัน..
การเลือกตั้งกรีซมีการคาดกันว่าจะได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ คือ Alexis Tsipra แห่งกลุ่ม Szrisa แห่งพรรค Coalition of the Radical Left ที่ต่อต้านแผนรัดเข็มขัดมาตั้งแต่ต้นที่จะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ทำให้มีความเสี่ยงต่อวิกฤตมากขึ้น
กรีซอาจต้องขาดสภาพคล่องรุนแรงขึ้นและนำไปสู่ปัญหาผิดนัดชำระหนี้ระยะสั้นที่ครบกำหนด เนื่องจากขณะนี้ธนาคารพาณิชย์กรีซไม่สามารถกู้ยืมเงินระยะสั้นจากธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่ตัดความช่วยเหลือไปแล้ว
นอกจากนั้น รัฐบาลกรีซยังไม่สามารถเปิดประมูลหุ้นกู้ชุดใหม่ เพื่อระดมทุนรอบใหม่หรือทดแทนของเดิมที่ครบกำหนดซ้ำเติมเศรษฐกิจเข้าไปอีก ในที่สุดจะส่งผลกระทบไปยังเพื่อนบ้านที่ลงทุนในตราสารการเงินของกรีซ และส่งผลต่อการค้าโลกในวงกว้าง
“จิมยองคิม” ประธานธนาคารโลก ให้ความเห็นว่า ผลกระทบจากกรีซจะคล้ายวิกฤตการณ์เลห์แมน บราเธอร์ส ล้มในปี 2551 ที่จะกระทบต่อประเทศอียูอื่นที่มีภาระหนี้จำนวนมาก
ล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ 18 พ.ค. มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ประกาศลดเครดิตธนาคารในสเปน 16 แห่ง หลังลดความน่าเชื่อถือธนาคารอิตาลีไป 26 แห่งวันก่อนหน้า
เพื่อหยุดสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดต่อตลาดโลก ไอเอ็มเอฟได้แสดงเจตนารมณ์เพื่อยับยั้งวิกฤตินี้
“ผู้นำการเมืองในกรีซจำเป็นต้องแสดงความมุ่งมั่นที่จะอยู่ในอียูต่อไป โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในมาตรการให้ความช่วยเหลือทางการเงินจากอียู ไอเอ็มเอฟกำลังเตรียมการทางเทคนิคสำหรับความเป็นไปได้ที่กรีซจะออกจากอียู” คริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ กล่าว
ความเลวร้ายของวิกฤตหนี้ยุโรปนี้เมื่อผสมโรงกับการฟื้นตัวที่เปราะบางของสหรัฐ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) รอดูสถานการณ์ หากวิกฤตมากหรือหากกรีซต้องออกจากอียู คงต้องออกมาตรการเชิงปริมาณรอบที่สาม (QE 3) ที่กว่าจะเห็นชัดเจนคงเป็นหลังการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 17 มิ.ย. 2555
แม้ว่าผลกระทบนี้จะกระทบน้อยต่อเอเชียที่เศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่งที่สุดในโลก แต่วิกฤตความเชื่อมั่นสร้างความตื่นตระหนกเทขายหุ้นออกมาอย่างหนัก ดังเช่นที่เคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเลห์แมนฯ มาแล้ว
ครั้งนั้นดัชนีหุ้นไทยลดลง 129% จาก 870 จุด เหลือ 380 จุด เหลือสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) 10 เท่า
ครั้งต่อมาวันจันทร์ที่ 26 ก.ย. 2554 เกิดวิกฤตแบล็กมันเดย์ หุ้นและทองคำตกทั่วโลก เมื่อผลการประชุมของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ 20 แห่ง (จี20) ไม่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาหนี้ยุโรป
ทำให้ดัชนีไทยทรุดลงอีกครั้งจาก 1,029 จุด เหลือ 904 จุด ใน 3 วัน เหลือพี/อีใกล้เคียงกันที่ 10.8 เท่า
แต่ละครั้งที่เข้ามาฉุดหุ้นไทย เป็นเพียงระยะเวลาช่วงสั้นไม่เกิน 3 เดือน จากนั้นดัชนีก็ฟื้นคืนมาได้ สร้างกำไรให้พอร์ตบริษัทหลักทรัพย์อย่างถ้วนหน้า
ครั้งนี้ดัชนีหุ้นไทยจะซ้ำรอยเดิมที่เคยย่ำหรือไม่ นักลงทุนควรทำตัวอย่างไร
ล่าสุดวันศุกร์ที่ 18 พ.ค. ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,154.44 จุด ลดลง 19.12 จุด ลดลง 1.63% หรือพี/อี14.73 เท่า
นักลงทุนเกือบทุกกลุ่มยกเว้นนักลงทุนในประเทศเป็นผู้ขาย โดยเฉพาะต่างชาติขายหนัก 3,406 ล้านบาท
“สมบัติ นราวุฒิชัย” เลขาธิการสมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เชื่อว่าปัญหาหนี้สินในยุโรปที่เกิดขึ้นในขณะนี้จะฉุดหุ้นไทยน้อยกว่าวิกฤตเลห์แมนฯ ปี 2551 เพราะเรื่องกรีซมีการรับรู้ไปมากแล้ว
“หากกรีซออกจากอียูจะฉุดหุ้นไทยในช่วงสั้น แต่จะกระทบเงินลงทุนโดยตรง โดยเฉพาะเงินลงทุนหลังวิกฤตซับไพรม์ เพราะมีต้นทุนถูกและส่วนใหญ่เป็นเงินเก็งกำไร เมื่อไหลออกไปก็กลับมาเพราะปัจจัยพื้นฐานบ้านเราแข็งแกร่ง”
“เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส กล่าวว่า หุ้นดิ่งแรงเพราะนักลงทุนเทขายเงินลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ รวมถึงตลาดหุ้นเพื่อหันไปถือครองเงินเหรียญสหรัฐแทน หลังจากค่าเงินแข็งค่าขึ้นจากปัญหาของภาคยุโรป ที่ขณะนี้ได้เปลี่ยนผ่านจากปัญหาหนี้และปัญหาทางการเงินสู่ปัญหาทางสังคมและการเมืองที่จะเริ่มเห็นการประท้วงเพื่อต่อต้านแผนการรัดเข็มขัด รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลของกรีซที่ยังไม่สำเร็จ ส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง
อย่างไรก็ตาม คาดว่าแรงขายของต่างชาติยังคงอยู่และจะยังสามารถขายได้อีกประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาท จากยอดที่เข้ามาซื้อสุทธิที่ซื้อเกือบ 1 แสนล้านบาท ซึ่งหากต่างชาติขายตามจำนวนนี้ ก็มีโอกาสที่ดัชนีหุ้นไทยจะปรับตัวลดลง โดยมองระดับเลวร้ายสุดที่ระดับ 1,040 จุด
“ดัชนีหุ้นเข้าสู่การปรับฐาน แนะนำนักลงทุนปรับพอร์ตหุ้นให้เหลือ 40% และให้ซื้อหุ้นที่มีปัจจัยแข็งแกร่งสนับสนุน คือ กลุ่มที่อยู่อาศัยและสื่อสาร เพราะราคาหุ้นยังปรับตัวเพิ่มขึ้นไม่ได้สูง และพี/อีอยู่ในระดับต่ำ 6 เท่า และ 1215 เท่า ตามลำดับ”
“เทิดศักดิ์” กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้หุ้นปรับฐานเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น และไม่ได้กระทบต่อปัจจัยพื้นฐานของไทย โดยกำไรสุทธิต่อหุ้นปีนี้ยังขยายตัวระดับ 20% ดังนั้นเมื่อผลกระทบจากต่างประเทศคลี่คลายคงจะเห็นแรงซื้อหุ้นกลับคืนมา
นักวิเคราะห์ บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส แนะลดพอร์ตการลงทนในหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวกับการส่งออก โภคภัณฑ์และธัญพืชไปก่อน เพราะได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอก และเน้นลงทุนในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการบริโภคภายในประเทศ ทั้งธนาคาร สื่อสาร อาหาร อสังหาริมทรัพย์ พาณิชย์ ยานยนต์และชิ้นส่วน
“สมพล เกียรติไพบูลย์” ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า วิกฤตยุโรปอาจทำให้ตลาดหุ้นไทยซวดเซไปบ้าง แต่ไม่กระทบปัจจัยพื้นฐานของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) แต่อย่างใด ธนาคารพาณิชย์ไทยมีพันธกรณีกับกลุ่มยุโรปน้อยมากเทียบกับธนาคารในฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ขณะที่หุ้นส่งออกและกลุ่มพลังงานกระทบน้อย เพราะ 10 ปีที่ผ่านมาไทยลดการพึ่งพาตลาดยุโรปไปมาก
“ช่วงนี้นักลงทุนควรลงทุนอย่างระมัดระวัง แม้ปัญหาวิกฤตหนี้ในยุโรปจะส่งผลต่อภาพรวมของตลาดหุ้นไทยไม่มาก แต่อาจกระทบผลประกอบการ บจ.บางกลุ่ม ที่ส่วนใหญ่ผลประกอบการไตรมาสแรกออกมาดี แต่ต้องติดตามดูสถานการณ์ในไตรมาส 2 ด้วย”
สำหรับราคาทองคำในตลาดโลกนั้นได้หลุด 1,630 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ มาเคลื่อนไหวประมาณ 1,530 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เมื่อวันพุธที่ 16 พ.ค. ช่วง 10 วันที่ผ่านมาราคาทองคำลดลงไปถึงกว่า 100 เหรียญสหรัฐ
วันพฤหัสบดีราคาทองเริ่มดีดกลับจนกระทั่งเย็นวันศุกร์ที่ 18 พ.ค. ขึ้นมาที่ 1,591 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพราะมีข่าวว่าสหรัฐจะออก QE 3
นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวว่า เป็นเพียงการดีดกลับทางเทคนิค เพราะข่าวดีเรื่อง QE 3 แต่ตราบใดที่ราคาทองคำยังไม่ทะลุแนวต้านสำคัญที่ 1,665 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ยังถือว่าเป็นแนวโน้มช่วงขาลง เพราะความย่ำแย่ของยุโรปทำให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่า ส่งผลให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
ดังนั้น กลยุทธ์ช่วงนี้ให้นักลงทุนที่ชอร์ตหรือขายโกลด์ฟิวเจอร์สในตลาดอนุพันธ์ (ประเทศไทย) หรือ TFEX ไว้ให้ลองหรือซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สซีรีส์ต่างกัน ในมูลค่าเท่ากันเพื่อหยุดการขาดทุน
“นักลงทุนควรรู้จักตัดขาดทุนและมีวินัยในการลงทุน”
“ฐิภา นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส แนะนำว่า นักลงทุนควรตั้งจุดขาดทุนหากราคาไม่เป็นไปตามคาด เพื่อลดความเสี่ยงและความเสียหายที่ไม่สามารถควบคุมพอร์ตลงทุนได้
การลงทุนย่อมมีการรุกและรับ นักลงทุนที่ดีควรรู้จักปรับพอร์ตให้เหมาะสมและมีวินัยในการลงทุน...







