
กระแสต้าน "เลดี้ กากา" ของอิเหนาปมขัดแย้งที่มากกว่าความแตกต่างทางวัฒนธรรม
หากเอ่ยชื่อ สเตฟานี โจแอนน์ แองเจลินา เจอร์มานอตตา หลายต่อหลายคนที่ไม่ใช่สาวกปีศาจน้อยพันธุ์แท้อาจทำหน้างง
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
หากเอ่ยชื่อ สเตฟานี โจแอนน์ แองเจลินา เจอร์มานอตตา หลายต่อหลายคนที่ไม่ใช่สาวกปีศาจน้อยพันธุ์แท้อาจทำหน้างง แต่ถ้าหากเอ่ยฉายานาม “เลดี้ กากา” อาร์ตตัวแม่แห่งทศวรรษนี้ แม้ไม่ใช่สาวกก็จำต้องร้องอ๋อ
เพราะนาทีนี้กระแสใดๆ ก็ไม่ดุเดือดร้อนแรงเท่า นักร้องสาวที่มีลีลาการเต้นและการร้องอันเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน จนกลายเป็นขวัญใจไอดอลของใครหลายคน
ยิ่งเมื่อนักร้องสาวกำลังอยู่ในระหว่างเดินสายแสดงคอนเสิร์ตรอบโลกเพื่อมอบความสุขให้กับแฟนเพลง ภายในชื่อ “บอร์น ดีส เวย์ บอล” (Born This Way Ball) ซึ่งครอบคลุมหลายประเทศ ทั้งในภูมิภาคยุโรปและเอเชีย ไล่เรียงตั้งแต่เกาหลีใต้ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปปินส์ และไทย โดยจะเริ่มต้นมอบความบันเทิงให้กับแฟนๆ ในเอเชียก่อนจะตะลุยไปโชว์ความเว่อร์อลังการในสไตล์ของ เลดี้ กากา ต่อในยุโรป ก็ย่่ิงเป็นการรับประกันความแรงของเจ้าตัว
ทั้งนี้ ทัวร์คอนเสิร์ตที่เกิดขึ้นในครั้งนี้เป็นผลพวงมาจากความสำเร็จในอัลบั้มล่าสุด “บอร์น ดีส เวย์” ของ เลดี้ กากา ซึ่งวางแผงมาตั้งแต่เดือน พ.ค.ปีที่แล้ว ที่สามารถทำยอดขายได้สูงแทบจะทะลุ 6 ล้านก๊อบปี้ทั่วโลกในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีหลักฐานยืนยันการันตีถึงความฮอตทะลุจอของศิลปินจอมขบถแห่งวงการ แต่การเดินทางแสดงคอนเสิร์ต โดยเฉพาะในเอเชียของ เลดี้ กากา ก็ไม่ได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากทุกๆ ประเทศที่เปิดแสดงเสมอไป โดยหลายๆ ประเทศเริ่มมีกระแสต่อต้านจากคนในพื้นที่ ที่มองว่าทั้งผลงาน ทั้งการแสดงของสาวซ่า เลดี้ กากา เป็นการทำลายและคุกคามวัฒนธรรมดีงามตามความเชื่อดั้งเดิมในท้องถิ่นของตนเอง
ตัวอย่างเช่น การประท้วงของผู้เคร่งศาสนาคริสต์ในเกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ตลอดจนกระแสต่อต้านจากชาวมุสลิมในอินโดนีเซีย โดยทั้งหมดต่างเห็นตรงกันว่านักร้องสาวถือเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีต่อเยาวชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งกายที่ค่อนข้างล่อแหลมจนเข้าข่ายอนาจาร การส่งเสียงสนับสนุนบรรดากลุ่มคนรักร่วมเพศอย่างเปิดเผย รวมไปถึงเนื้อหาของเพลงและท่าเต้นที่กลุ่มผู้ประท้วงมองว่าเกี่ยวข้องกับการเผยแพร่ลัทธิบูชาภูตผีซาตาน ไร้ซึ่งความเคารพต่อพระผู้เป็นเจ้าตามความเชื่อทางศาสนา
ในกรณีของประเทศเกาหลีใต้ แม้กลุ่มผู้ประท้วงชาวคริสเตียนจะมีจำนวนเพียงน้อยนิด เมื่อเทียบกับกลุ่มสาวกผู้หลงใหลชื่นชอบในตัว เลดี้ กากา แต่รัฐบาลก็จำต้องยอมโอนอ่อนตามกระแสกดดัน เพื่อลดแรงเสียดทานลง ด้วยการจำกัดอายุของผู้ชมต้องเกิน 18 ปี
ด้านประเทศฟิลิปปินส์ ผู้ประท้วงชาวคริสเตียนได้ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ประธานาธิบดี เบนิโย อาควิโน ยกเลิกการแสดงดังกล่าว ขณะที่อินโดนีเซียดูจะเป็นประเทศเดียวที่มีท่าทีดุเดือดรุนแรงมากกว่าใคร เมื่อทางตำรวจประกาศสั่งให้ยกเลิกการแสดงที่จะมีขึ้นในวันที่ 3 มิ.ย.นี้ ถึงแม้บัตรเข้าชมกว่า 5.2 หมื่นใบ จะจำหน่ายหมดเกลี้ยงไปก่อนหน้านี้แล้วก็ตาม ด้วยเหตุผลว่าเป็นไปเพื่อการปกป้องวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศ ตลอดจนความกังวลด้านความปลอดภัยของตัว เลดี้ กากา นักร้องชื่อดังก้องโลกเอง
เนื่องจากตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา บรรดากลุ่มอนุรักษนิยมทางศาสนาหลายกลุ่มต่างพร้อมใจตบเท้ายกมือคัดค้านต่อต้าน เลดี้ กากา อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองแนวอนุรักษนิยมซึ่งเป็นพรรคเก่าแก่ที่สุดอย่างพรรคยูไนเต็ดดีเวลลอปเมนต์ (พีพีพี) ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมต่อการเปิดการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องชื่อดังคนดังกล่าวอย่างถึงพริกถึงขิง โดยเฉพาะการแต่งกายที่อนาจาร ขณะที่เนื้อหาเพลงและท่าเต้นก็ดูแรงเกินกว่าที่วัฒนธรรมของประเทศมุสลิมจะรับได้
ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวต่อต้านที่น่าจับตามองที่สุดก็คือ การออกประกาศเตือนของกลุ่มแนวหน้าพิทักษ์อิสลาม (เอฟพีไอ) กลุ่มมุสลิมหัวรุนแรง ซึ่งมีประวัติการใช้ความรุนแรงและสร้างความวุ่นวายในประเทศอยู่บ่อยครั้ง ที่หนักข้อถึงขั้นขู่ว่าจะนำอาสาสมัครขององค์กรกว่า 3 หมื่นคน ไปปิดล้อมและขับไล่ เลดี้ กากา ที่สนามบิน ในทันทีที่นักร้องสาวเจ้าของรางวัลแกรมมี่เหยียบย่างลงบนแผ่นดินของประเทศอินโดนีเซีย
“เราจะหยุดยั้งเธอไม่ให้ก้าวลงมาแม้แต่แตะลงบนพื้นดินของประเทศเรา และเธอจะไม่กล้าที่จะมาเผยแพร่ลัทธิบูชาซาตานในประเทศเราแน่นอน ขอย้ำว่าเราจะคัดค้านการแสดงคอนเสิร์ตของ เลดี้ กากา เนื่องจากเป็นการบ่อนทำลายค่านิยมทางจิตใจและวัฒนธรรมที่ดีงามของประเทศเรา” ซาลิม อลาตัส หัวหน้าเครือข่ายของเอฟพีไอ สาขาจาการ์ตา กล่าว
ครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกทีเดียวที่มีการสั่งยกเลิกการแสดงทัวร์คอนเสิร์ตของศิลปินชื่อดังจากตะวันตกจากทางตำรวจ โดยบรรดาผู้เชี่ยวชาญแสดงความเห็นว่าน่าจะเป็นเพราะนักร้องคนดังกล่าวแต่งกายในชุดที่แสดงเนื้อหนังมังสามากจนเกินไป
“กลุ่มอนุรักษนิยมทางศาสนาอิสลามในอินโดนีเซียจะรับไม่ได้เลยเมื่อศิลปินแต่งตัวโป๊เกินไป” ฮาซีฟ อาเดเรียสยาห์ ผู้ช่วยบรรณาธิการนิตยสารโรลลิง สโตน ของอินโดนีเซีย กล่าว พร้อมย้ำว่าที่ผ่านมาเคยมีศิลปินจากตะวันตกชื่อดังมาแสดงที่อินโดนีเซียเป็นจำนวนมาก เช่น สตีวี วอนเดอร์ และจัสติน บีเบอร์ แต่ไม่เคยมีปัญหาเหมือนกรณีของ เลดี้ กากา เลย
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์อีกส่วนหนึ่งต่างมองว่า การสั่งห้ามการแสดงที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ อาจจะมีเหตุผลที่ลึกลับซับซ้อนมากกว่าประเด็นอ่อนไหวทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีประเด็นการเมืองภายในเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการตัดสินใจของทางเจ้าหน้าที่ทางการเกิดจากความโน้มเอียงต่อกระแสและแรงกดดันที่มาจากกลุ่มอนุรักษนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเอฟพีไอ จนสร้างความขุ่นเคืองใจให้กับคนอีกหลายกลุ่มในสังคม
ไซอะริฟ ฮิดายาตุลเลาะห์ อธิการบดีของมหาวิทยาลัยรัฐอิสลามโกมาลุสดิน ฮิดายัด กล่าวกับหนังสือพิมพ์จาการ์ตาโพสต์ ว่า การที่กลุ่มเอฟพีไอสามารถกดดันรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐให้เข้ามาแทรกแซงและยอมทำตามข้อเรียกร้องของกลุ่มที่ต้องการยกเลิกการแสดงคอนเสิร์ต เลดี้ กากา ได้สะท้อนให้เห็นว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทนทางการเมืองระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับเครือข่ายกลุ่มเอฟพีไอ และกลุ่มหัวรุนแรงกลุ่มอื่นๆ มีอยู่จริง
“เจ้าหน้าที่รัฐมักใช้กลุ่มหัวรุนแรงเหล่านี้เพื่อสนองต่อผลประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง ฉะนั้นการทำตามข้อเรียกร้องก็เปรียบเสมือนหนึ่งว่า ในอนาคตเจ้าหน้าที่รัฐจะสามารถเรียกร้องสิ่งต่างๆ คืนจากกลุ่มหัวรุนแรงได้อีกในอนาคต” ฮิดายาตุลเลาะห์ กล่าว
ทั้งนี้ ข้อมูลจากกลุ่มจับตาสิทธิมนุษยชนเอเชีย (ฮิวแมนไรต์วอตซ์ เอเชีย) ระบุว่า เอฟพีไอมีบทบาทการเคลื่อนไหวทางสังคมอย่างมากในช่วงระยะ 2 ปี โดยทางกลุ่มมักจะนิยมแสดงออกด้วยวิธีเหนือกฎหมายที่ออกจะป่าเถื่อนและเน้นการใช้ความรุนแรง เช่น การทำลายโบสถ์คริสเตียน หรือการบุกทำลายร้านค้าบาร์เบียร์ที่ไม่ยอมปิดให้บริการในช่วงฤดูถือศีลอดที่ผ่านมา ตลอดจนล่าสุดอย่างการกดดันไม่ให้มีการจัดงานเปิดตัวหนังสือแปลและจัดเสวนาที่มีชื่อว่า “อัลเลาะห์ เสรีภาพและความรัก” ของ อิซาด มานจิ นักเขียนชาวแคนาดาเชื้อสายมุสลิม
เรียกได้ว่าหากรัฐบาลยังอนุญาตดื้อดึงให้เดินหน้าจัดการแสดงคอนเสิร์ตขึ้น นักวิเคราะห์ต่างเชื่อว่ากลุ่มเอฟพีไอจะต้องเดือดดาลและสร้างความวุ่นวายอย่างแน่นอน เพื่อแสดงให้เห็นว่าทางกลุ่มมีอำนาจ มีอิทธิพลที่จะควบคุมและชี้นำสังคมให้เป็นไปในแบบอย่างที่ต้องการ
ด้าน เอฟเฟนดี ซาการี ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารทางการเมือง ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ยอมแทรกแซงการตัดสินใจของทางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ตัดสินใจสั่งยกเลิกการแสดง และยอมอ่อนข้อต่อการกดดันจากกลุ่มเอฟพีไอ รวมถึงกลุ่มหัวรุนแรงอื่นๆ อย่างง่ายดายก็คือ สภาพเงื่อนไขของบรรยากาศทางการเมืองที่วุ่นวายในปัจจุบัน
พูดให้เข้าใจง่ายก็คือว่า ผลพวงจากความไร้เสถียรภาพทางการเมืองในขณะนี้ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้รัฐบาลไม่อยากจะเผชิญหน้าหรือสร้างศัตรูจากกลุ่มนักอนุรักษนิยมมากกว่านี้อีกต่อไป
ยิ่งเมื่อฤดูกาลแห่งการเลือกตั้งกำลังคืบคลานใกล้เข้ามาทุกที ตลอดจนปัญหาค้างคาของการปราบปรามการทุจริตที่ยังต้องสะสาง รวมถึงเหตุการณ์อุบัติเหตุเครื่องบินซูคอย ซูเปอร์เจ็ต 100 ของรัสเซียตกที่ภูเขาซาลัก ทางภาคตะวันตกของเกาะชวา เมื่อไม่นานมานี้อีก
“หากรัฐบาลไปให้การปกป้อง เลดี้ กากา ซึ่งมีชื่อเสียงในด้านการยั่วยวนทางเพศ ก็จะทำให้ตกอยู่ในสถานะที่ยากลำบาก และต้องพ่ายแพ้ให้กับกลุ่มผู้ที่เลือกข้างการปกป้องวัฒนธรรมอิสลามและค่านิยมดั้งเดิมโดยทันที” ซาการี กล่าว
ทั้งนี้ ซาการี ได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้กับกรณีเมื่อครั้งที่ประธานาธิบดี อาควิโน เพิ่งได้รับการเลือกตั้งเข้ามาใหม่ๆ เมื่อช่วงปี 2550 ว่า ในช่วงเวลานั้นทุกๆ อย่างล้วนเป็นใจให้และไร้แรงกดดัน ดังนั้นจึงกล้าที่จะริเริ่มทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน
ยืนยันได้จากการเปิดการแสดงคอนเสิร์ตของ บียอนเซ ในช่วงปลายปี 2550 ที่ดำเนินไปอย่างราบรื่น ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้วการแสดงคอนเสิร์ตของนักร้องสาวอาร์แอนด์บีรายนี้ ก็มีท่วงท่าลีลาที่ค่อนข้างเย้ายวน ขณะที่เนื้อหาของเพลงก็ส่อการยั่วยุทางเพศไม่แตกต่างจาก เลดี้ กากา สักเท่าไรนัก
อย่างไรก็ตาม ใช่ว่ากระแสสังคมส่วนใหญ่ของแดนอิเหนาจะเห็นดีเห็นงามกับการกดดันให้ยกเลิกการแสดงคอนเสิร์ตของ เลดี้ กากา เนื่องจากกลุ่มคนอีกจำนวนมากได้ออกมาแสดงความไม่พอใจที่รัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นอย่างเสรีและถามความเห็นก่อน แต่กลับด่วนตัดสินใจดำเนินการยกเลิกไป
อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว ประเทศอินโดนีเซียก็ประกาศตัวชัดเจนว่าเป็นรัฐฆราวาสที่ไม่ใช่รัฐศาสนา และกลุ่มหัวรุนแรงและกลุ่มเคร่งศาสนาก็มีสัดส่วนเป็นคนกลุ่มน้อยของสังคมที่มีจำนวนทั้งหมดกว่า 240 ล้านคนเท่านั้น
“เป็นเรื่องที่เสื่อมเสียต่อภาพลักษณ์ของประเทศเป็นอย่างมาก ที่การยกเลิกการแสดง







