posttoday
รัฐบาลกำไรได้111

รัฐบาลกำไรได้111

19 พฤษภาคม 2555

“การเมืองบางทีก็เหมือนละครโทรทัศน์ ไม่ต้องไปดูทุกวันหรอก ดูตอนไหนก็ต่อติด”

โดย...ธนพล บางยี่ขัน, วิษณุ นุ่นทอง

“การเมืองบางทีก็เหมือนละครโทรทัศน์ ไม่ต้องไปดูทุกวันหรอก ดูตอนไหนก็ต่อติด”

ห่างหายไปจากหน้าฉากการเมืองเกือบ 5 ปี “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” หนึ่งในสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ซึ่งอยู่ระหว่างชั่งน้ำหนักว่าจะเริ่มต้นเส้นทางการเมืองอีกครั้งในจุดไหน เปิดการสนทนาแบบมีนัย...

ในวันที่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 กลับลงสนาม การเมืองจะเปลี่ยนไปอย่างไร

เริ่มต้นคำถามแรก “สุวัจน์” นิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆ ไล่อธิบายว่า ตอนที่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 โดนโทษแบน การเมืองเปลี่ยน เพราะทุกคนก็จะมองว่าตัวจริงไม่ลงสนาม พรรคการเมืองเอาใครไม่รู้มาเป็นหัวหน้าพรรค การเมืองมันหงอยไปพักหนึ่ง

เพราะฉะนั้นถามว่า สมาชิกบ้านเลขที่ 111 มาการเมืองเปลี่ยนไหม ยังไงก็ต้องเปลี่ยน เพราะยังไงก็เหมือนเกม ต้องเปลี่ยนตัวจริงลงสนาม พูดง่ายๆ เหมือนดูฟุตบอล ตัวจริงจากที่เคยถูกใบแดงหรือใบเหลือง ห้ามเล่น มาลงสนามก็ต้องคึกคัก ต้องดี เพียงแต่บอกตัวสำรองชุดเก่านิดหนึ่ง ว่าขอพี่บ้างนะ ต้องทำความเข้าใจนิดหนึ่ง

รัฐบาลกำไรได้111

“ตราบใดถ้าทำความเข้าใจกันได้ว่า ไม่ให้มีความขัดแย้ง จากการลงสนามของ 111 ผมว่ามีแต่เรื่องที่ดี มันจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี คือ ได้ของจริง วันนี้ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องความขัดแย้ง ความเชื่อมั่นอะไรต่างๆ ผมว่ามันต้องได้แบบคนที่มีประสบการณ์จริงๆ อ่านเกมออก อ่านเกมทะลุ มีบารมี และรอบรู้ว่าเรื่องไหนควรทำ เรื่องไหนไม่ควรทำ เรื่องไหนทำก่อน เรื่องไหนทำหลัง ถือว่าได้คนที่มีบารมีมานั่งจะทำให้เกิดความร่วมมือในการทำงาน

...เอาง่ายๆ คนที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ ก็มาเป็น บางทีขาดบารมี ก็บริหารกระทรวงยาก การยอมรับจากผู้ที่ต้องเข้าไปประสาน มันอาจจะน้อย เพราะฉะนั้นงานก็จะไม่เดิน แต่วันนี้ทุกวันเวลามีค่าทุกวัน เรื่องเศรษฐกิจ เรื่องนั้น เรื่องนี้ มันต้องมูฟเร็วด้วย มูฟถูกทิศทางด้วย ไม่ใช่จะมาลองขับ ลองเลี้ยว ลองขับไม่พอ จะมาลองเลี้ยวอีก คือขับไม่เก่งไม่พอ ยังไม่รู้ทางอีกไม่ได้ ต้องขับเลยแล้วรู้ไดเรกชันเลย”

สุวัจน์ ขยายความว่า สมาชิกบ้านเลขที่ 111 มากับสถานการณ์ พวกคุณคือตัวช่วย ภาษาอังกฤษเขาบอกว่า โอกาสมาเคาะประตูแค่ครั้งเดียว อย่าตัดสินใจโดยที่ปล่อยให้โอกาสมันเลยไป ทุกคนต้องลงมาช่วยบ้านเมือง ใครมีอะไรดีๆ ในตัวต้องออกมา ไม่ใช่บอกว่า ไม่เอาแล้วผมพอแล้ว ไม่อยากได้ยินอย่างนั้น

“ผมเชื่อว่าหลายๆ คนไม่ได้หมายความว่าเขาจะต้องมีตำแหน่งบริหาร แต่การเมืองขณะนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องลงไปเล่นอย่างเดียวแล้ว เป็นการเมืองที่เป็นผู้จัดการก็ได้ เป็นโค้ช เป็นที่ปรึกษาก็ได้ มันก็เปลี่ยนรูปแบบการเล่นไปพอสมควร”

...แน่นอนว่า 5 ปีผ่านไป บางคนอาจจะไม่เหมาะเป็นรัฐมนตรี เพราะ 5 ปีที่ผ่านมาคุณไม่ได้ฟิตเลย หรือคุณเลยไปแล้วจุดนี้ บางคนอาจจะบอกว่าคุณยังฟิตอยู่ ยังติดตามสถานการณ์อยู่ คุณเหมาะที่จุดนี้ บางคนอาจจะเหมาะเป็นที่ปรึกษา บางคนอาจจะเป็นมือประสาน แต่ภาพรวมแล้วถ้าพวกเขาไปอยู่ในซีกรัฐบาลเยอะ รัฐบาลก็จะกระฉับกระเฉง มีคนมาช่วยทำงานเยอะ อยากที่จะมองในเชิงโพสซิทีฟกับประเทศ

สุวัจน์ เลี่ยงไม่วิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวบุคคลที่นั่งเป็นรัฐมนตรีเวลานี้ แต่อธิบายว่า สมาชิกบ้านเลขที่ 111 เก๋าแทบทุกคน หมายถึง ครบเครื่อง ส่วนใหญ่จะเป็น สส. 56 สมัย เป็นรัฐมนตรี 23 สมัย อายุ 40 ปลายๆ 50 ต้นๆ ถ้าพูดตรงๆ คือ คนรุ่นที่สองของระบบการเมืองประเทศอยู่กับเหตุการณ์ช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งเหตุการณ์การเมืองเก่า เหตุการณ์การเมืองใหม่ คือคนพวกนี้จะหล่อหลอมสัญชาตญาณของความเป็นนักการเมืองที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศได้ครบถ้วนมากที่สุด “คนพวกนี้เพอร์เฟกต์ต่อสถานการณ์”

“ถ้าลงมาได้ด้วยตัวเองก็ดี แต่บางคนอาจจะพร้อมบ้าง ไม่พร้อมบ้างก็แล้วแต่ ก็ต้องไปช่างน้ำหนักตัวเรา เราอายุมากเกินไปหรือเปล่า มีขีดจำกัดหรือเปล่า บางคน 5 ปี อาจจะไปทำธุรกิจ ไปเป็นอาจารย์ ไปมีคอมมิตเมนต์อะไรต่างๆ ขึ้นอยู่กับสถานะ สถานการณ์ ของเขาตรงนั้น ว่าเขาลงตัวที่จุดไหน แต่คงไม่ใช่ทั้งหมดที่อยากจะกลับมา เท่าที่มีการพูดคุยกันก็ต้องแล้วแต่การตัดสินใจเมื่อถึงเวลานั้น”

ส่วนที่วิเคราะห์กันว่าการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะนำมาสู่แรงต้านจากคนรุ่นที่ 3 ? “สุวัจน์” ยอมรับว่า ปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทุกครั้ง ก็ต้องมีกระเพื่อมบ้าง แต่การปรับ ครม.ระยะหลังที่ปรับกันถี่เช่นทุก 6 เดือนไม่เหมือนสมัยก่อน จัดรัฐบาลแล้วก็รอไปอีกที 4 ปี

“การปรับ ครม. ดึงสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไปร่วมถึงจะนำไปสู่แรงกระเพื่อมที่จะกระทบเสถียรภาพรัฐบาล ผมกลับมองว่า เพอร์ฟอร์แมนซ์ประสิทธิภาพที่ได้ ความกระฉับกระเฉงที่ได้ บวก ลบ คูณ หารแล้ว ผมว่ารัฐบาลกำไร”

หลายคนเกรงว่าการกลับมาของสมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะไปแย่งซีนนายกฯ ให้ด้อยลงไป

ทว่า “สุวัจน์” ยังเห็นว่า 1 ปี ที่ผ่านมาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ครบเครื่องแล้ว เหมือนคนที่เข้าฟิตเนสทุกวัน วันนี้เฟิร์ม มั่นใจ ครบเครื่อง ผมว่าบารมีความเป็นนายกฯ ความเป็นผู้หญิงที่สังคมไทยจะต้องรู้สึกว่าให้เกียรติก็ได้เปรียบ ดังนั้นไม่น่ามีปัญหาเรื่องนี้

“การที่พรรคเพื่อไทยมีเสียงเกินครึ่ง ก็เป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแกร่งในระบอบประชาธิปไตย เป็นเบสิกสำหรับทุกเรื่อง ถ้าอยากจะอยู่ 4 ปีก็อยู่ได้ อยากจะเดินหน้านโยบาย ถ้าตัวเองมั่นใจก็เดินได้ แต่ต้องรับผิดชอบเมื่อครบ 4 ปี ว่าสิ่งที่ตัดสินใจประชาชนคิดอย่างไร”

ส่วนเงื่อนเวลาที่สมาชิกบ้านเลขที่ 111 จะกลับเข้ามาร่วมรัฐบาลหลังพ้นโทษแบนในปลายเดือนนี้เลยหรือไม่นั้น เรื่องนี้ “สุวัจน์” อธิบายว่า ธรรมเนียมการปรับ ครม. ต้องดูพรรคแกนนำ พรรคร่วมรอจังหวะ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องปรับพร้อมพรรคแกนนำ

สุวัจน์ บอกว่า ส่วนตัวเขาอยู่ระหว่างการติดตามวิเคราะห์สถานการณ์ เพื่อนำมาสู่การตัดสินใจ เพราะยังเหลือเวลาอีกตั้งหลายเดือน แม้จะสิ้นเดือนนี้ ก็ยังไม่ได้หมายความว่าจะปรับ ครม.เลย ยังมีเวลา โดยการตัดสินใจอยู่บนพื้นฐานที่ว่าผมเป็นประโยชน์กับประเทศในจุดนั้น

“ไม่ได้แปลว่าผมต้องเป็นหัวหน้าพรรค เป็นรัฐมนตรี ผมเป็นประโยชน์กับประเทศในจุดไหน ประเทศมีปัญหาอะไร และด้วยพื้นฐานอะไรของเราที่เราเหมาะสำหรับไปอยู่จุดนี้ แล้วจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด ในฐานะที่เราเป็นคนไทย เป็นอดีตนักการเมือง คิดว่าอยู่ในเหตุการณ์ที่ประเทศชาติมีปัญหา หลายเรื่องเศรษฐกิจ ความแตกแยก จุดไหนเป็นประโยชน์มากที่สุดจะไปอยู่ในตำแหน่งนั้น ไม่ใช่เรื่องตำแหน่ง”

การพ้นห้วงเวลา 5 ปี จึงเป็นการหลุดพ้น ไม่มีเงื่อนไขทางกฎหมาย มีอิสระทำอะไรได้ครบถ้วน ซึ่งจะต้องตัดสินใจว่าจะไปอยู่จุดไหนที่ดีที่สุด ไม่ใช่ “เดอะ เบสต์ ฟอร์ อัส” แต่เป็น “เดอะ เบสต์ ฟอร์ คันทรี”


 

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท