posttoday
ยุโรปเละ! โลกสะท้านวิกฤตยูโร

ยุโรปเละ! โลกสะท้านวิกฤตยูโร

19 พฤษภาคม 2555

วันนี้ผู้นำมหาอำนาจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 8 ประเทศ (จี8)

วันนี้ผู้นำมหาอำนาจกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำของโลก 8 ประเทศ (จี8)

ยาตราทัพเข้าร่วมการประชุมสุดยอดของกลุ่มที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐ แน่นอน วาระการหารือหนีไม่พ้นประเด็นร้อนอย่างปัญหาหนี้ในยุโรปที่กำลังเน่า “ได้ที่” จนสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลกว่าบาดแผลนี้จะลุกลามไปสู่วิกฤตการเงินโลกครั้งที่ 2 ในเวลาไม่ถึง 10 ปีเท่านั้น

แม้ผลจากที่ประชุมนี้จะไม่มีผลบังคับใดๆ เป็นรูปธรรม แต่คาดว่าผู้นำสหรัฐ เยอรมนี อังกฤษ อิตาลี ญี่ปุ่น แคนาดา ฝรั่งเศส และรัสเซีย จะได้นั่งโต๊ะคุยกันชัดๆ ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะกับแนวทางแก้ปัญหาว่าต่อไปนี้จะเลือกเดินหน้ารัดเข็มขัดอย่างเดียวกันต่อไป หรือจะกระตุ้นเศรษฐกิจควบคู่ไปด้วย

ต้องทำความเข้าใจกันให้กระจ่างว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในยุโรปแบ่งออกเป็นสองเอพิโซดที่ผู้ชมพลาดไม่ได้แม้แต่ตอนเดียว

เอพิโซดแรก คือ ปัญหาจากกรีซ ที่การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 6 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ไม่มีพรรคการเมืองใดสามารถเอาชนะได้อย่างเด็ดขาด หนำซ้ำประชาชาติกรีซยังก่อ “กบฏ” ผ่านคูหาเลือกตั้ง เทคะแนนเสียงให้กับพรรคไซริซา ฝ่ายซ้ายจัดอย่างท่วมท้นซึ่งไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะพรรคนี้ชูนโยบายฉีกแผนรัดเข็มขัดต้านยูโรโซน

เมื่อไม่มีใครสามารถจัดตั้งรัฐบาลกันได้ ก็ต้องเลือกตั้งกันใหม่ในวันที่ 17 มิ.ย.นี้ และคาดว่า “ไซริซา” จะนอนมาเสียด้วย นั่นถือว่าเป็นหายนะของยุโรปทีเดียว ถ้าเกิดซ้ายจัดขึ้นครองบัลลังก์พาร์เธนอนจริงๆ นั่นหมายความว่ากรีซจะเลือกเอาใจประชาชนและยอมเป็นหนี้เสีย ก่อนจะเดินออกจากยูโรโซนในที่สุด

ยุโรปเละ! โลกสะท้านวิกฤตยูโร

เอพิโซดสอง คือ แนวทางการแก้ปัญหาของยุโรปที่กลายมาเป็น “การงัดข้อ” กันอย่างหนักระหว่าง 2 มหาอำนาจยูโรโซน คือ ฝรั่งเศสและเยอรมนี เมื่อฝรั่งเศสได้ผู้นำคนใหม่ที่มีชื่อว่า “ฟรองซัวส์ ออลลองด์” เป็นผู้แทนจากฝ่ายซ้ายเช่นเดียวกับไซริซาของกรีซนั่นเอง แต่อาจจะไม่ “จัด” เท่าเท่านั้นเอง

ออลลองด์ ชูนโยบายชัดเจนว่า ร่างสนธิสัญญาใหม่เพื่อการสร้างวินัยการคลัง หรือที่เรียกกันว่า Fiscal Pact นั้น ที่เตรียมบังคับใช้กันในสหภาพยุโรป ซึ่งแต่เดิมจะที่มุ่งให้สมาชิกมุ่งประหยัดสร้างวินัยการคลังอย่างเดียว จะต้องหันมาเพิ่มองค์ประกอบที่ส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจไปด้วย เพื่อลดความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับประชาชนจากการตัดลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ

ฝรั่งเศสประกาศชัดเจนว่า ถ้ายุโรปไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหา ฝรั่งเศสก็ไม่รับรองสนธิสัญญาฉบับนี้แน่นอน!

จากความวิตกในทั้งสองด้านดังกล่าว ทำให้โลกเจอแรงสั่นสะเทือนหลายริกเตอร์ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้จะมีผู้นำยุโรปหลายคนออกมาบอกว่ายูโรโซนไม่มีวันทิ้งกรีซ แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครเชื่อนัก และมีการสร้างภาพกันขึ้นชัดๆ ว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ภาค 2 ตอนวิหารพาร์เธนอนถล่ม จึงน่าจะเป็นจริง

ความปั่นป่วนที่เห็นชัดมากที่สุดคือ การวิ่งหนีออกจากตลาดหลักทรัพย์กันอย่างหัวปักหัวปำของนักลงทุนทั่วโลก ตั้งแต่วอลสตรีตถึงยุโรปเลยมายังเอเชีย ดัชนีหลักทรัพย์ต่างๆ ร่วงหล่นกันไม่น้อยกว่า 1% เป็นภาพความตื่นตระหนกของตลาดทุน ใกล้เคียงกับเมื่อครั้ง “เลห์แมน บราเธอร์ส” วาณิชธนกิจของสหรัฐที่ล้มครืนเมื่อปลายปี 2008

เท่านั้นยังไม่พอ นักลงทุนทั่วโลกถูกหลอกหลอนต่อด้วยข่าวที่ว่าประชาชนกรีซแห่ถอนเงินออกจากธนาคารวันเดียวถึง 700 ล้านยูโร หรือประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับที่สเปน ประชาชนก็แห่ถอนเงินออกจากธนาคารกันครั้งใหญ่เช่นกัน หลังจากที่ 16 ธนาคารสเปนถูกหั่นอันดับเครดิต โดยมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ซึ่งก่อนหน้านั้นหมาดๆ ธนาคารพาณิชย์ในอิตาลี 26 แห่ง ก็เพิ่งถูกมูดี้ส์หั่นอันดับเครดิตมาแล้วเช่นกัน

สถานการณ์ผลักดันให้นักลงทุนทิ้งตลาดหุ้นและมุ่งหน้าเข้าซบตลาดพันธบัตรของชาติที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มที่มั่นคงกว่า ซึ่งตลาดพันธบัตรของสหรัฐ เยอรมนี และญี่ปุ่น คือจุดมุ่งหมายหลักในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

สำหรับ สหรัฐ แม้ว่าเศรษฐกิจจะดูเชื่องช้า แต่ก็ยังดูดีกว่าในยุโรป เยอรมนี ถือเป็นชาติเดียวของยูโรโซนที่มั่นคงที่สุด และญี่ปุ่น แม้ว่าจะบาดเจ็บหนักจากแผ่นดินไหว สึนามิ และน้ำท่วมไทย แต่จากการอัดเงินกระตุ้นอย่างบ้าคลั่ง ทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในแดนบวกเติบโตมาได้ติดต่อกัน 3 ไตรมาสแล้ว

นั่นส่งผลให้ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐระยะ 10 ปี ลดต่ำลงทำสถิติใหม่ที่ 1.706% ส่วนพันธบัตรระยะ 10 ปีของเยอรมนีก็ร่วงลงทำสถิติใหม่ที่ 1.399% และพันธบัตรระยะ 10 ปีของญี่ปุ่นก็ร่วงลงที่ 0.815% เป็นระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 2003

ส่วนตลาดไหนที่ไม่มั่นคง เป็นแหล่งหากินชั่วครู่ชั่วยาม ก็เริ่มเห็นปรากฏการณ์ของการ “ถอนทุนออก” ของต่างชาติอย่างในเอเชีย

บลูมเบิร์ก รายงานอ้าง ชิเกฮิซา ชิโรกิ หัวหน้าคณะเทรดเดอร์ของธนาคารมิซูโฮะ ของญี่ปุ่น ที่ย้ำว่า “นักลงทุนกำลังถอนเงินออกจากเอเชีย จากภาวะเสี่ยงที่เกิดมากขึ้น” และสำหรับประเทศไทยนั้น ชิโรกิ ย้ำว่า “ความต้องการสินค้าจากภายนอกที่ลดลงคือปัจจัยลบสำหรับเศรษฐกิจไทยมากที่สุด เพราะไทยพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก”

สัปดาห์ที่ผ่านมา ในตลาดพันธบัตรไทย ต่างชาติขายมากกว่าซื้อ เป็นมูลค่า 212 ล้านเหรียญสหรัฐไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางด้านธนาคารแห่งประเทศไทยยังเห็นว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติมาไทยยังไม่มีสัญญาณน่าห่วง ส่วนการลงทุนจากสหรัฐและยุโรปน้อยลงบ้าง ก็ถือว่าปกติ เชื่อว่าการลงทุนในกลุ่มอาเซียนด้วยกันจะเพิ่มขึ้นมาชดเชยกันได้

น่าห่วงหรือไม่ คงได้รู้กันในไม่ช้านี้ อย่าลืมว่าเมื่อครั้งวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์เมื่อปี 2008 หลายคนบอกว่า ไม่น่าห่วง เพราะภาคการเงินไทยไม่ได้ไปเอี่ยวในภาคการเงินสหรัฐ

แต่หลังจากนั้นแรงงานไทยตกงานไปเท่าไหร่ ส่งออกฟุบยาวกี่เดือน !

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท