
เชื่อมั่นอุตฯเม.ย.เพิ่มชี้การผลิตสู่ปกติ
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เม.ย. เพิ่มที่ 104.0 สูงสุด 9 เดือน ภาคผลิตเข้าสู่ปกติ แต่เหนือและอีสานดัชนีลด
ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯ เม.ย. เพิ่มที่ 104.0 สูงสุด 9 เดือน ภาคผลิตเข้าสู่ปกติ แต่เหนือและอีสานดัชนีลด
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมไทยเดือน เม.ย. 2555 พบว่า ค่าดัชนีความเชื่อมั่นเดือน เม.ย.อยู่ที่ระดับ 104.0 เพิ่มจากระดับ 102.1 เดือน มี.ค. เป็นค่าดัชนีที่อยู่สูงเกิน 100 เป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันตั้งแต่เดือน ก.พ. 2555 และเป็นค่าดัชนีสูงสุดรอบ 9 เดือน
ทั้งนี้ เป็นผลมาจากภาคการผลิตที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติ อุปสงค์ภายในประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยเป็นผลดีจากเทศกาลสงกรานต์มีการใช้จ่ายมากขึ้น และส่งออกส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ
ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 112.6 เพิ่มจาก 109.5 ในเดือน มี.ค. เนื่องจากยอดคำสั่งซื้อ ยอดขาย ปริมาณการผลิต ต้นทุนประกอบการ และผลประกอบการปรับตัวเพิ่มขึ้น
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเกินระดับ 100 มีจำนวน 13 กลุ่ม เช่น กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนและอะไหล่ อาหาร ไฟฟ้าและและอิเล็กทรอนิกส์ พลาสติก หลังคาและอุปกรณ์ เป็นต้น ส่วนกลุ่มที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 100 มี 13 กลุ่ม เช่น สิ่งทอ รองเท้า เครื่องประดับ เซรามิก แก้วและกระจก น้ำมันปาล์ม เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากแยกเป็นรายภูมิภาค พบว่าภาคเหนือค่าดัชนีความเชื่อมั่นปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 98.1 จาก 105.8 เพราะสถานการณ์ภัยแล้งขยายวงกว้างหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรและอุตสาหกรรมที่ใช้น้ำเป็นปัจจัยสำคัญ ประกอบกับต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากปรับค่าจ้างขั้นต่ำ โดยกลุ่มที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง เช่น สิ่งทอ หัตถอุตสาหกรรม เป็นต้น ส่วนความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ 106.5 ปรับลดลงจาก 111.7
ด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ความเชื่อมั่นอยู่ที่ระดับ 98.7 ลดลงจาก 110.6 เนื่องจากภัยแล้งและค่าจ้างปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกัน โดยกลุ่มที่ค่าดัชนีปรับตัวลดลง เช่น สิ่งทอ น้ำตาล แกรนิตและหินอ่อน เครื่องจักรกลการเกษตร เป็นต้น ส่วนความเชื่อมั่นคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ 113.5 ลดลงจาก 116.8 ขณะที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ค่าดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการประกอบกิจการในเดือนนี้ ผู้ประกอบการมีความกังวลในประเด็นผลกระทบจากราคาน้ำมันมากที่สุด รองลงมา คือ อัตราแลกเปลี่ยน สภาวะเศรษฐกิจโลก การเมืองภายในประเทศ และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ส่วนวิกฤตเศรษฐกิจยุโรปยังไม่กระทบส่งออกไทยมากนัก “จากนี้คงต้องติดตามผลกระทบของค่าปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาท ว่าภาคธุรกิจสามารถปรับตัวได้ดีแค่ไหน และต้องดูสถานการณ์ในไตรมาส 2 อีกครั้ง” นายพยุงศักดิ์ กล่าว







