
ลงทุนเม.ย.หด
ซุกข้อมูลไม่ยอมเปิดเผยลดลงต่ำสุด2.1หมื่นล้านต่ำกว่าปีก่อนเกือบ40%
ซุกข้อมูลไม่ยอมเปิดเผยลดลงต่ำสุด2.1หมื่นล้านต่ำกว่าปีก่อนเกือบ40%
รัฐเสกเอฟดีไอ รวบ 4 เดือนเพิ่ม 44% หรือ 1.5 แสนล้าน แต่ดูไส้ใน เม.ย. วูบ 77.7% ยิ่งเทียบ มี.ค. ร่วงถึงกว่าเท่าตัว
นางหิรัญญา สุจินัย ที่ปรึกษาด้านการลงทุน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ภาพรวมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ช่วง 4 เดือน (ม.ค.-เม.ย. 2555) มีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนทั้งสิ้น 407 โครงการ มูลค่าการลงทุน 1.55 แสนล้านบาท โครงการเพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนที่มี 336 โครงการ ส่วนมูลค่าการลงทุนปรับเพิ่มขึ้น 44% จากปีก่อนที่มีการลงทุน 1.08 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ความสนใจเข้ามาลงทุนจากต่างประเทศ ส่วนใหญ่หรือประมาณ 59% จากการขอรับส่งเสริมการลงทุนจากเอฟดีไอทั้งหมด เป็นการขยายการลงทุนจากกิจการเดิมที่ได้ลงทุนอยู่แล้ว โดยมีจำนวน 240 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 1.13 แสนล้านบาท และโครงการลงทุนใหม่มีทั้งสิ้น 167 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 4.23 หมื่นล้านบาท
ด้านอุตสาหกรรมที่ได้รับความสนใจสูงสุดอยู่ในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า 94 โครงการ เงินลงทุนรวม 5.1 หมื่นล้านบาท สำหรับประเทศที่เข้ามาลงทุนสูงสุดในช่วง 4 เดือนยังคงเป็นนักลงทุนญี่ปุ่่น
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบของโพสต์ทูเดย์ถึงตัวเลขการลงทุนเอฟดีไอแยกแต่ละเดือน พบว่าเดือนล่าสุด เดือน เม.ย.ปีนี้ เอฟดีไอมีการลงทุน 95 โครงการ มูลค่า 21,338 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือน เม.ย.ของปีก่อน ลดลง 77.7% โดยเอฟดีไอเดือน เม.ย. 2554 ลงทุน 82 โครงการ มูลค่า 37,916 ล้านบาท และเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้าในปีเดียวกัน หรือเดือน มี.ค.ปีนี้ เอฟดีไอลดลงมากถึง 143.5% หรือลดลงกว่าเท่าตัว ซึ่งเอฟดีไอเดือน มี.ค. มี 124 โครงการ มูลค่า 51,949 ล้านบาท
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาไทยปรับลดลง เหตุผลหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ส่งผลกระทบกับทุกบริษัทในการตัดสินใจเข้าไปลงทุนต่างประเทศ หรือขยายการลงทุน
ขณะเดียวกัน ไทยในฐานะประเทศที่เป็นฐานรองรับการลงทุน ก็มีปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต้องพิจารณามากขึ้น ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐบาลปรับขึ้นเป็นวันละ 300 บาท การขาดแคลนแรงงานหรือทรัพยากร ซึ่งปัจจุบันไทยไม่ใช่ประเทศที่เหมาะกับกิจการที่ต้องการใช้แรงงานเป็นจำนวนมากอีกต่อไป ทำให้กิจการดังกล่าวหันไปลงทุนประเทศอื่นแทน ปริมาณการลงทุนในไทยจึงลดน้อยลง
นอกจากนี้ นักลงทุนที่โดนผลกระทบจากน้ำท่วมปลายปีก่อนก็ยังรอความชัดเจนในแผนการป้องกันน้ำท่วมของรัฐบาล ก่อนที่จะตัดสินใจเดินหน้าขยายการลงทุน หรือลงทุนใหม่







